ทำไมยังคงความเชื่อในพระเจ้า?

วันที่ 17-1-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Priscilla G. , Singapore
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ฉันไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงหรือรู้สึกว่ามีพระเจ้าอยู่เลย แต่ทำไม่ยังรักพระเจ้าอยู่? แล้วทำไม่ยังต้องไปโบสถ์? แล้วทำไมยังคงเชื่อในพระเจ้าอยู่?

เมื่อเร็วๆนี้ เพื่อนที่ฉันเคยนำมารับเชื่อที่โบสถ์มีความคิดบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในความคิดของเขา และก็เป็นความคิดเดียวกันที่คอยวนเวียนอยู่ในหัวของฉันมาตอลดเวลานานหลายปี

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน มันเป็นการล่อลวงที่เกือบจะทำให้ฉันย้อมแพ้ในทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อคิดถึงเรื่องของการตื่นเช้าในทุกๆวันอาทิตย์เพื่อที่จะต้องไปนมัสการพระเจ้าที่โบสถ์แล้ว ทั้งในวันธรรมดาบางวันยังต้องไปกลุ่มเซลล์หรือพบปะพูดคุยกับที่ปรึกษาเพื่อพูดคุยปัญหาและอธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกัน ถ้าฉันยอมไม่ไปร่วมกิจกรรมเหล่านี้ฉันอาจจะเสียเพื่อคริสเตียนบางส่วน แต่ฉันก็ยังมีเพื่อนข้างนอกอีกมากมาย ฉันกำลังคิดในใจถึงสิ่งเหล่านี้ เพื่อนที่โบสถ์อาจจะผิดหวังในตัวฉัน แต่ฉันคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็จะทำใจได้เอง

แต่ฉันก็รู้ว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่จะยอมแพ้เพียงแค่เพราะยังไม่มี “ความรู้สึกว่าต้องยอมแพ้” ฉันรู้ว่าฉันควรจะรักพระเจ้าแม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น นี่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่จะต้องมีต่อพระเจ้าเท่านั้น ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและเพื่อนร่วมงานด้วย โลกนี้คงเต็มไปด้วยความวุ่นวายถ้ามนุษย์ทุกคงทำสิ่งต่างๆที่มาจากพื้นฐานของ “ความรู้สึก”เท่านั้น

ฉันยังรู้ด้วยว่า ถึงแม้ความรู้ในพระคัมภีร์ของฉันในตอนนั้นมันไม่ได้มาจากพื้นฐานของ “ความเชื่อ” ซึ่งนั่นเราทุกคนรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย

อีกทั้งความรักที่ฉันมีต่อพระเจ้าและความเชื่อต่อพระองค์นั้นอ่อนกำลังลง เช่นเดียวกับความรู้สึกว่าเหมือนโดนบังคับ และฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าฉันจะหลุดพ้นจากความรู้สึกที่เหี่ยวแห้งนี้อย่างไร ในเมื่อหัวใจของฉันก็อยากหลุดพ้นจากความรู้สึกนี้เหลือเกิน

ฉันอยากจะย้อนกลับไปในเวลาที่ฉันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า เมื่อก่อนฉันสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง ฉันจะร้องเรียกหาพระองค์ทุกครั้ง ฉันมีแท่นบูชาเพื่อเป็นที่ๆไว้ใช้อธิษฐานในห้องอธิษฐาน และในห้องนอนของตัวเอง ฉันเคยผ่านช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกว่าได้รับการปลอบประโลม และเต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อน้ำตาไหลออกมาดูเหมือนว่าทุกอย่างอยู่เหนือการควบคุมของฉัน และไม่ได้เป็นผลมาจากเสียงดนตรีหรืออย่างอื่น แต่มันเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติผ่านการทำงานของพระเจ้า

ฉันยังจำช่วงเวลานั้นได้และยังคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้น และนั่นมันทำให้ฉันรู้สึกขึ้นมาได้และเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกที่ทำให้เราอยากจะยอมแพ้ในความเชื่อที่เรามีต่อพระเจ้านั้น เป็นความรู้สึกที่หลอกลวงและไม่จริง

ดังนั้น ในช่วงเวลานั้นของชีวิตก็จะคล้ายกับ “ฤดูกาลในทะเลทราย” ตั้งแต่นั้นมาฉันก็เริ่มทำตามสิ่งเหล่านี้

จดจำในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ

หลายครั้งที่เราลืมนึกถึงสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำเพื่อเรา เมื่อชาวอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์พวกเขาบ่นเรื่องความไม่สะดวกต่างๆในทะเลทราย และยังบ่นอีกว่าพวกเขาขอตายในอียิปต์ที่ๆพวกเขาเป็นทาสยังจะดีเสียกว่า (อพยพ 16: 2-3) พวกเขามองเห็นแต่ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าและหลงลืมที่จะจดจำถึงการอัศจรรย์ต่างๆที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ (เนหะมีย์ 9:17)

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำโมเสสอยู่ถึงต้องอยู่กับชนชาติอิสราเอล ก่อนที่พวกเขาจะเข้ามาในดินแดนแห่งพันธสัญญา เมื่อดูจากทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงกระทำแล้ว ทำให้เราเห็นว่าพระทรงห่วงใยชนชาติอิสราเอลมากเพียงใด (เฉลยธรรมบัญญัติ 1- 4) และยังทรงคอยย้ำเตือนพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าพระเจ้าทรงนำพวกเขาออกจากประเทศอียิปต์
(เฉลยธรรมบัญญัติ 5:15, เฉลยธรรมบัญญัติ7:18, เฉลยธรรมบัญญัติ8: 2, เฉลยธรรมบัญญัติ15:15, เฉลยธรรมบัญญัติ24:18)

จงจำไว้ว่าพระเจ้าทรงช่วยเราเพื่อที่เราจะได้ไม่เสียใจภายหลัง และจำถึงความจริงข้อที่ว่ามีบางครั้งที่เราเองอยากจะหายออกไปจากสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ว่าจะมาจากความยุ่งยากวุ่นวายในชีวิตหรือจากการทดลองต่างๆก็ตาม

เมื่อใดก็ตามที่ฉันมีปัญหาหรือความขัดแย้งกับใครคนใดคนหนึ่ง ฉันจะคอยจำถึงสิ่งดีที่คนๆนั้นมีต่อฉัน สิ่งดีๆที่ทำให้เราเป็นเพื่อนกันและจำได้ดีถึงคำพูดและคำปลอบใจเมื่อเวลาที่ฉันเศร้าหรือเสียใจ ซึ่งจะช่วยให้ฉันเชื่อในส่วนดีของเขา ในทำนองเดียวกัน ถ้าฉันไม่พอใจเกี่ยวกับพระเจ้าหรือไม่ได้รับคำตอบจากการอธิษฐาน ฉันจะจดจำสิ่งดีที่พระองค์ได้ทรงกระทำในชีวิตของฉันและไว้วางใจว่าจะได้เห็นความดีของพระเจ้าอีก ในขณะที่ฉันยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ (สดุดี 27:13)

บางวีธีที่จะช่วยทำให้เราจดจำความดีของพระองค์ได้ นั่นคือการจดบันทึกเกี่ยวกับประสบการส่วนตัวของเรากับพระเจ้าหรือแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้ให้แก่เพื่อนของเรา และนับพระพรของพระเจ้าที่ละอันที่มีต่อชีวิตของเรา

แสวงหาพระองค์ก่อน

ระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าในอดีตที่ผ่านมา ช่วยให้ฉันเห็นความสำคัญและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า และฉันเชื่อว่าความพยายามที่จะแสวงหาพระเจ้านั้นคุ้มค่า

ถ้าฉันเห็นถึงความสำคัญของการนั่งฟังบรรยายในห้องเรียน ในขณะที่อาจารย์กำลังสอนอยู่นั้น แต่ฉันก็รู้สึกง่วงนอน ฉันจะพยายามจัดการกับความรู้สึกนั้น ฉันจะกินกาแฟหรือของหวานหรือเครื่องดื่มและเพื่อต่อสู้กับอาการง่วงนอนนี้ ในทำนองเดียวกัน เราจะต้องพยายาม ที่จะเอาชนะความรู้สึกว่างเปล่านี้และต่อสู้เพื่อความเชื่อของเรา (1ทิโมธี 6:12)

เพื่อให้แน่ใจว่าความเชื่อเป็นของขวัญที่มาจากพระเจ้า ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ยังบอกไว้ว่า ความเชื่อนั้นได้มาโดยการฟังและการได้ยินพระวจนะของพระเจ้า (โรม 10:17) รอดเป็นของขวัญจากพระเจ้า แต่เราถูกเรียกให้ออกรับใช้ ไม่ใช่เพื่อถูกรับใช้ นั่นคือการทรงช่วยให้รอด

การต่อสู้นี้เริ่มต้นด้วยการยอมรับว่าเราต้องการความช่วยเหลือ คุณเคยเจอกับคนที่ต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับการถามทางแต่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือรึเปล่า? บางครั้งเมื่อเรากำลังจมอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นเราพยายามที่จะแก้ไขสิ่งนั้นด้วยตัวเองแทนที่จะขอความช่วยเหลือ

เมื่อฉันได้หลุดออกมาจากฤดูกาลในทะเลทรายของชีวิตแล้ว ฉันจึงได้รู้ว่าการตัดสินใจของฉัน ไม่ได้อธิษฐานขอจากพระเจ้า หลายครั้งมาจากการตัดสินใจจากการพูดกับตัวเอง”ฉันไม่ได้รู้สึกว่ามีพระเจ้า” “ฉันไม่รู้สึกเหมือนฉันได้รับการยอมรับจากคริสตจักร”, “และนี้ก็ไม่ใช่ทางออก” ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้อธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเพียงพอเกี่ยวกับความรู้สึกของฉัน

ในพระธรรมสดุดีได้บันทึกถึงประชาชนที่โศกเศร้าต่อความเหินห่างที่เขามีกับพระเจ้า พวกเขาอธิษฐานทูลบอกความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อพระองค์ในตอนนั้นด้วยความสัตย์ซื่อ (สดุดี 27:9, สดุดี 88:14, สดุดี 102:2) และฉันก็สึกเหนื่อยที่จะทำแบบเดียวกันกับพวกเขา

ฉันแสวงหาพระเจ้าทั้งที่ฉันก็ไปโบสถ์อย่างสม่ำเสมอ ฟังพระคำเทศนาทุกอาทิตย์ ร้องเพลงนมัสการพระเจ้าด้วยความเชื่อเพียงเล็กน้อยที่ยังคงเหลืออยู่ มันเหมือกับการไปหาหมอ ฉันไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของฉันกับพระเจ้าเป็นไปในทิศทางใดและไม่รู้ว่าทำไมถึงออกมาในรูปแบบนี้ แต่ฉันอธิษฐานต่อพระองค์ ฉันอธิษบานอย่างสัตย์ซื่อ (เหมือนเวลาที่เราเล่าอาการป่วยของเราให้หมอฟัง) เกี่ยวกับความรู้สึกของฉันว่าฉันรู้สึกอย่างไร (เหมือนเราเล่าถึงความผิดปกติในร้างกายที่เรามีให้หมอฟัง) ฉันเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือ (เหมือนตอนที่เรารอรับยา) ฉันให้เวลาของฉันต่อพระเจ้าเพื่อที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ของฉันที่มีต่อพระองค์ (แม้ตอนที่เรากินยายังต้องใช้เวลากว่าที่ยาจะออกฤทธิ์)

จงแสวงหาพระเจ้าแล้วเราจะพบพระองค์ (มัทธิว 7:7) เรียกหาพระองค์แล้วพระองค์จะทรงตอบเรา (เยเรมีย์ 33:3) การแสวงหาพระองค์หรือการรอคำตอบจากพระองค์อาจจไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่ก็จะเกิดขึ้นแน่นอนในเวลาของพระองค์ “องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญา ของพระองค์ตามที่บางคนคิดนั้น แต่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายมาช้านาน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลยแต่ทรงปรารถนาที่จะให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่”(2เปโตร 3:9)

เชื่อในพระสัญญาของพระเจ้าและจงอดทนรอคอย

ฉันยึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าว่า พระองค์จะไม่ละฉันหรือทอดทิ้งฉันเลย (ฮีบรู 13:5) ฉันยังยึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าและถามพระองค์ว่า “พระองค์บอกว่าจะไม่ปล่อยข้าพระองค์หรือทอดทิ้งข้าพระองค์ แต่ทำไมข้าพระองค์ไม่รู้สึกเหมือนพระองค์อยู่ใกล้ข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงซ่อนอยู่เมื่อข้าพระองค์ต้องการพระองค์มากที่สุด? “

เมื่อเวลาผ่านไป ฉันรู้สึกมั่นใจขึ้นว่าความเชื่อที่ฉนมีต่อพระเจ้านั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งฉันเลย และฤดูกาลในทะเลทรายของชีวิตฉัน เป็นเวลาที่จะปรับแต่งความเชื่อของฉันที่มีต่อพระองค์ เพื่อให้ความสัมพันธ์ของฉันนั้นไม่เป็นเพียงพื้นฐานจากความรู้สึกเท่านั้น (เป็นสิ่งสำคัญเพราะฉันเคยรู้สึกอย่างนั้นมาก่อน)

ฉันยังแต่งเพลงด้วย (แต่ค่อนข้างเป็นมือสมัครเล่นและเป็นเพลงเดียวที่ฉันเคยแต่งมาจนเท่าเดี๋ยวนี้) แต่เพลงนี้ทำหน้าที่คอยเตือนฉันให้รู้ว่าความรักของพระองค์ไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังแม้ในขณะที่ฉันหลงทาง

ในขณะที่เรารอคำตอบจากพระเจ้า สิ่งสำคัญคือเราไม่ปิดหัวใจของเราต่อพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดสามารถแยกเราจากความรักของพระเจ้าได้ (โรม 8:38-39) แต่บางครั้งเราเองยังไม่ได้ยกมือของเราขึ้น (และหัวใจ) ที่จะได้รับของขวัญจากรพะองค์

พระเจ้าทรงตรัสด้วยพระคำของพระองค์ ยังคงทำอยู่ในวันนี้ แต่เราจะมีหูที่จะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์หรือไม่? (มัทธิว11:15,มาระโก 4:9,มาระโก 4:23)

“ดังนั้น อย่าโยนความเชื่อของคุณทิ้ง ยึดมันไว้ให้เป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่ ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องมีความอดทนเพื่อว่า ท่านจะได้สามารถกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้แล้วท่านจะได้รับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้นั้น” (ฮีบรู 10:35-36)

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง