ทำไมผมกลัวที่จะแบ่งปันเรื่องความเชื่อของตัวเอง?

วันที่ 28-1-2017 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Aryanto Wijaya, Indonesia
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

คุณเคยกลัวที่จะแบ่งปันเรื่องความเชื่อของตัวเองกับคนอื่นหรือไม่? ผมเคยเป็น!

ตอนที่ผมอยู่เกรด 4 ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวเดียวในหมู่บ้านที่เป็นคริสเตียน มีอยู่วันหนึ่ง ผมปั่นจักรยานผ่านหน้ามัสยิด มีเด็กๆที่อายุเท่าๆกันเดินเข้ามาหาผม ปิดถนนไว้แล้วบังคับให้ผมลงมาจากจักรยาน เมื่อผมไม่ยอมลงมาจากจักรยาน เด็กๆพวกนั้นก็เริ่งเตะจักรยานของผม และจากนั้นพวกเขาก็พยายามบังคับผมให้พูดตามคัมภีร์อัลกุรอาน (คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม) แล้วยังบอกว่าผมเป็นพวกนอกรีตเพราะว่าผมเป็นคนจีนและเป็นคริสเตียนอีกด้วย

ผมไม่รู้เลยว่าจะต้องทำยังไงในตอนนั้น โชคดีที่มีผู้ใหญ่มาเห็นก่อน จึงทำให้เด็กๆพวกนั้นวิ่งกระเจิดกระเจิงไป

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมก็มีความกลัวติดตัวมาตลอดเกี่ยวกับเรื่องของการแบ่งปันความเชื่อ แต่หลังจากที่ได้มานั่งครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมก็คิดได้ว่ามีสามเหตุผลใหญ่ๆ ที่เคยหยุดให้ผมแบ่งปันเกี่ยวกับความเชื่อคริสเตียนของผม

1.ผมกลัวการต่อต้านจากผู้คนที่นับถือศาสนาอื่น

ที่ๆผมอยู่มีคริสเตียนอยู่เป็นส่วนน้อย ดังนั้น การพูดเรื่องความเชื่อของคริสเตียนให้คนอื่นฟัง จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะต้องระมัดระวัง มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนของผมมารวมตัวกันที่บ้านของผม เพื่ออธิษฐานนมัสการพระเจ้าร่วมกัน ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ร้องเพลงหรือพูดคุยกันเสียงดังเลย เพื่อนบ้านก็รายงานไปที่หมู่บ้านว่าบ้านของเราอาจจะมีการก่อตั้งเป็นคริสตจักร หลังจากนั้นก็มีชาย 2 คน มาที่บ้านของผมแล้วบอกกับเราว่า “กิจกรรมของศาสนาคริสต์ไม่ได้รับอนุญาติให้ทำได้ในย่านของชาวมุสลิม”

แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ผมเกิดความกลัวนิดหน่อย พระเจ้าได้จัดเตรียมโอกาสอื่นที่จะได้ประกาศเรื่องราวของพระองค์ให้กับผมอีกอย่างรวดเร็ว มีอยู่ครั้งหนึ่งผมพักอยู่ที่บ้านของหญิงชราคนหนึ่ง และในตอนเช้าวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังเตรียมตัวเพื่อไปนมัสการที่คริสตจักร เธอถามผมว่า “นี่! พ่อหนุ่มจะไปไหนแต่ตอนเช้าตรู่เลย?”

ผมบอกกับเธอไปตามตรงว่าผมกำลังจะไปโบสถ์ แต่ก็ทำให้ผมแปลกใจมาก เพราะดูเหมือนว่าเธอจะสนใจที่จะอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโบสถ์รวมถึงความเชื่อของผมด้วยเช่นกัน มันกลายเป็นว่าเธอไม่เคยพบคริสเตียนมาก่อนเลย ผมเลยแบ่งปันเรื่องราวของพระเจ้าให้กับเธอไปนิดหน่อย และรวมถึงอธิบายให้เธอฟังว่าโบสถ์เป็นอย่างไร

ไม่ว่าอย่างไรก็ดี เราได้รู้ถึงว่า คนข้างนอกเขาสนใจความเป็นมาเป็นไป และคอยเฝ้าดูพฤติกรรมของเราในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนอยู่ วิถีการดำเนินชีวิตของเราอาจะจะไปจุดประกายความสนใจให้กับใครหลายคนให้เห็นถึงชีวิตของเรา และพระเยซูคริสต์ที่อยู่ในเราด้วยก็ได้ “ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียงจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็น ความดีที่ท่านทำเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มัทธิว 5:16)

2. ผมกลัวว่าเพื่อนของผมจะคิดกับผมในทางที่ไม่ดี

เมื่อใดก็ตามที่ผมเตรียมตัวที่จะไปโบสถ์ทุกเช้าวันอาทิตย์ เพื่อนร่วมห้องของผมมักจะแซวผมว่า “อะไรไปโบสถ์ตอนเช้าวันอาทิตย์? มันจะดีกว่าที่จะนอนตื่นสายในวันอาทิตย์ได้ยังไง…?” ในความคิดของพวกเขาสิ่งที่ดีที่สุดในการใช้เวลาในวันอาทิตย์คือการนอนตื่นสายๆ เพราะตลอด วันธรรมดาของเราต่างก็วุ่นวายไปด้วยกิจกรรมต่างๆมากมาย

ผมยอมรับว่าบางครั้งแรงกดดันของเพื่อนก็ใช้ได้ผลกับผม เมื่อเพื่อนถามผมว่าอยากจะไปวิ่งออกกำลังกายกับเขาในเช้าวันอาทิตย์ไหม? ผมก็ยอมไปกับเพื่อนและเข้าโบสถ์ตอนบ่ายแทน ผมต้องการที่จะได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานของผม และผมต้องการที่จะเพื่อนเห็นว่าผมเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์

ผมยังต้องต่อสู้กับความคิดที่ว่าเพื่อของผมจะคิดอย่างไรที่ผมมานับถือศาสนาคริสต์ เพื่อนบางคนมีความรู้สึกว่าศาสนาคริสต์เป็นอะไรที่เต็มไปด้วย “ความสับสน” เพราะว่ามีกฏเกณฑ์มากมายที่จะต้องปฏิบัติตาม เช่น การถวาย การไปโบสถ์ อ่านพระคัมภีร์ และอื่นๆ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เพื่อนมีความรู้สึกเช่นนั้นผมจึงพยายามที่จะหลบหลีกไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อของตัวเองให้เพื่อนฟัง

แต่พระเจ้าทรงเตือนสติผมในเวลาเฝ้าเดี่ยวว่า ผมควรจะสนใจและจดจ่ออยู่ที่สายพระเนตรของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของผม ไม่ใช่คอยกังวลว่าเพื่อนจะมองผมยังไง “เพราะว่าเจ้าประเสริฐในสายตาของเราและได้รับเกียรติและเรารักเจ้า เราจึงให้คนเพื่อแลกกับเจ้า ให้ชนชาติทั้งหลายเพื่อแลกกับชีวิตของเจ้า” (อิสยาห์ 43:4) พระเยซูคริสต์ทรงยอมสละพระองค์เองบนไม้กางเขนเพื่อผม ดังนั้น ผมจึงควรมอบทุกสิ่ง―ไม่ว่าเป็นเป็นทรัพย์,กำลังและความคิด ― เพื่อแสดงถึงความสำนึกในพระคุณที่ผมมีต่อพระเจ้าผู้ทรงไถ่และรักษาชีวิตของผมไว้

ดังนั้น ตั้งแต่นั้นมา เมื่อไหร่ก็ตามที่เพื่อนของผมถาม ผมก็บอกกับพวกเขาว่าผมชอบไปโบสถ์ ไม่ว่าจะเป็นการถวายก็ดี การรับใช้ก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงความสำนึกในพระคุณของผมมีต่อพระเจ้า

3. ผมกลัวว่าผมจะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องของการเป็นคริสเตียนไม่ได้

มีบางคนเคยบอกว่าศาสนาคริสต์เป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลเลย ตัวอย่างเช่น พวกเขามักจะถามว่า พระเจ้าจะสามารถมีบุตรชายได้จริงๆเหรอ? ผมกลับมาพบว่าตัวเองก็งงและอึ้งไปอยู่ซักพักเหมือนกันกับบางคำถาม และบางครั้งก็สงสัยว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะผมก็ยังคงมีข้อสงสัยในตัวเองอยู่เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ ผมไม่ได้แสดงออกถึงความเชื่อของผมให้เพื่อนรู้ เพื่อที่พวกเขาจะไม่ถามคำถามพวกนั้นกับผมอีก

แต่อยู่มาวันหนึ่งในระหว่างที่ผมอยู่ที่โบสถ์ พระเจ้าได้ตรัสกับผมผ่านทางผู้รับใช้ของพระองค์ในขณะที่ฟังเทศนาอยู่ว่า ผมไม่ควรที่จะหมกมุ่นเกี่ยวกับว่าจะตอบคำถามของเพื่อนได้หรือไม่ได้ แทนที่จะใช้เวลาของความกังวลเหล่านั้นมาอธิฐานเผื่อพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ ที่พวกเขาจะได้มีประสบการณ์ส่วนตัวได้รับสันติสุขที่มาจากพระเจ้า “แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟิลิปปี 4:7)

บางครั้งเมื่อเราไม่สามารถที่พูดหรืออธิบายเป็นคำเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อของเรา เราสามารถทำได้โดยผ่านการกระทำของเรา ผมเคยมีเพื่อนร่วมชั้นเป็นผู้หญิงที่มหาวิทยาลัย ไม่มีเพื่อนคนใด อยากที่จะอยู่ในกลุ่มเดียวกับเธอ และเธอก็ดูเหงาตลอดเวลา ผมตัดสินใจที่จะเชิญเธอเข้าร่วมกลุ่มของผม สำหรับการทำโปรเจ็คในชั้นเรียน

เธอประหลาดใจและถามผมว่า “ทำไมคุณต้องการที่จะเป็นเพื่อนกับฉัน?” ผมตอบว่า “พระเจ้าทรงสร้างเราแต่ละคนให้เป็นคนพิเศษ ถูกหากคุณถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นคนที่พิเศษโดยพระเจ้าแล้ว ทำไมผมจะต้องหลีกเลี่ยงการเป็นเพื่อนกับคุณเพียงเพราะเหตุผลเล็กๆน้อยๆ ?”

ผมไม่ทราบว่ามันเป็นเพราะการกระทำหรือคำพูดของผม เพราะตั้งแต่นั้นมา เธอได้เข้าร่วมสามัคคีธรรมในกลุ่มคริสเตียนและความเชื่อของเธอที่มีต่อพระเจ้าก็ค่อยๆเติบโตขึ้น

ความเชื่อของเราเป็นสิ่งที่พิเศษ มันไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่เกี่ยวกับเราเท่านั้น หรือเกี่ยวกับการสร้างคริสตจักร การเป็นคริสเตียนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อที่เรามีต่อพระเจ้าและความรักของเราที่มีต่อพระองค์ผู้ทรงห่วงใยและใส่ใจคนบาปอย่างเรา

การได้เป็นคริสเตียนนั้นเป็นของขวัญที่เราจะต้องขอบพระคุณ ถึงตอนนี้ ผมเข้าใจแล้วว่าผมเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์และผมก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความคิดของคนอื่น ในการที่ผมเป็น “คริสเตียน” อีกต่อไป ผมก็ไม่กลัวที่จะแบ่งปันเรื่องราวความเชื่อของผมที่มีต่อพระเจ้า ให้แก่คนอื่นฟังด้วย แทนที่จะเก็บมันไว้แค่เพียงลำพังผมต้องการที่จะประกาศเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ให้คนอื่นได้รู้

แม้ว่าคนอื่นอาจจะเยาะเย้ยหรือบีบบังคับเรา เมื่อเราแบ่งปันความเชื่อของเรา เช่นดังประสบการณ์ของผมที่เคยผ่านมา จากเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ผมขออธิษฐานจากคำพูดเหล่านี้ของพระเยซู อาจจะสร้างความเข้มแข็งเพื่อให้เราได้ติดตามพระองค์ ในท่ามกลางความทุกข์ใจของเรา “บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหง เพราะเหตุความชอบธรรมผู้นั้นเป็นสุขเพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหงและนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเราท่านก็เป็นสุข จงชื่นชมยินดีเพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระวจนะทั้งหลายที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน” (มัทธิว 5:10-12)

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง