ด้วยพระคุณและความรอด

วันที่ 30-12-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Xueying, Malaysia
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

วันที่ 20 สิงหาคม 2011 แปดวันหลังจากวันเกิดครบรอบ 26 ปีของฉัน ฉันเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

เช้าวันเสาร์ ฉันขับรถเล่นรอบเมืองที่บ้านเกิดของฉัน จังหวัดอีโปห์ ประเทศมาเลเซีย กับเพื่อนร่วมงานของฉัน ทันใดนั้นมีรถอีกคันนึงขับสวนมาจากฝั่งตรงข้าม ขับตรงเข้ามาในเลนด์ของเรา และพุ่งชนเข้ามาที่หน้ารถ ทำให้รถของเราพังเสียหายยับเยิน

คนขับรถคันนั้นเป็นชายสูงอายุ ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและได้รับการช่วยเหลือไว้ทันท่วงที ส่วนฉันและเพื่อนได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องส่งตัวเข้ารับการผ่าตัดโดยด่วน สิ่งที่น่าเศร้าใจที่สุดก็คือเพื่อนของฉันได้เสียชีวิตทันทีในคืนนั้น ฉันยังคงไม่ได้สติทั้งยังมีสายยางเต็มตัวไปหมด และแขนข้างขวาของฉันถูกดามไว้ด้วยการใส่เหล็กเพื่อเชื่อมกระดูกที่หักข้างใน

เมื่อพ่อแม่ของฉันทราบข่าวท่านก็รีบมาที่โรงพยาบาลทันที เมื่อท่านทั้งสองเห็นสภาพของฉันในตอนนั้นท่านก็แทบจะล้มทั้งยืน หลังจากนั้นทุกๆวันท่านก็ไปวัดสวดมนต์ให้ฉันหายดี ในช่วงนั้นทั้งญาติๆ เพื่อนๆ และเพื่อนร่วมงานต่างก็แวะเวียนมาเยี่ยมฉันอย่างไม่ขาดสาย

หนึ่งอาทิตย์หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ฉันถูกย้ายจากห้องไอซียูไปอยู่ที่ตึกผู้ป่วยธรรมดา หลังจากนั้นสองเดือนฉันก็ได้กลับบ้าน แต่ก็ยังคงไม่รู้สึกตัวอยู่

ในสองเดือนแรกนั้น ฉันยังคงอยู่ในอาการโคม่าและให้อาหารทางสายยาง ศิษยาภิบาลและสมาชิกในคริสตจักรต่างก็มาเยี่ยมฉัน พวกเค้าจับมือฉันไว้แล้วก็อธิษฐานเผื่อฉัน

โดยพระคุณของพระเจ้า ฉันฟื้นคืนสติในสองเดือนต่อมา แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยาวนานและท้าทาย เนื่องจากการได้รับบาดเจ็บที่สมองของฉัน ทำให้ความสามารถทางปัญญาของฉันบกพร่องอย่างรุนแรง แม้ว่าเพื่อน ๆ และญาติพยายามที่จะพูดคุยกับฉัน ฉันก็ไม่สามารถที่จะตอบสนองได้

ปฏิกิริยาตอบสนองของฉันได้ถดถอยไปสู่พฤติกรรมเหมือนทารก ฉันต้องเรียนรู้สิ่งง่ายๆอีกครั้ง เช่น การดื่มน้ำ พ่อของฉันเอาท่ออาหารของฉันออก และแม่ของฉันพยายามที่จะเลี้ยงฉันด้วยขวดนม เกลี้ยกล่อมฉันเหมือนเด็กและพูดซ้ำ ๆ ว่า “มากลืนกลืน ” เห็นได้ชัดว่าฉันใช้เวลานานเป็นนาทีเพียงเพื่อกลืนหนึ่งคำ

เพราะเส้นประสาทในสมองด้านซ้ายของฉันได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ดังนั้นการเคลื่อนไหวของฉันจึงถูกจำกัด ฉันนอนหงายอยู่ตลอดเวลา และฉันต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อลุกขึ้นนั่ง

หลายเดือนต่อมาฉันเริ่มที่จะเดินได้อีกครั้งโดยการใช้ไม้ค้ำ ฉันจะไม่มีวันลืมความยากลำบากอย่างมากนี้เป็นอันขาดเพราะ ฉันต้องใช้เวลาพักในการฝึกเดินทุกๆหนึ่งหรือสองก้าว และมันก็เหนื่อยเหลือเกินที่จะเคลื่อนไหวร่างกายของฉัน ในแต่ละวันฉันได้ฝึกเดินเพียงแค่ไม่กี่ร้อยก้าว

มันเป็นอะไรที่เหนื่อยเหลือเกิน ก่อนหน้านี้ ฉันไม่เคยรู้เลยว่าฉันสามารถพึ่งพาพระเจ้าได้ จนเพื่อนที่คริสตจักรนำพระคัมภีร์มาให้ฉัน เธอบอกว่า “ชูหญิง ลองอ่านพระคัมภีร์ดู เมื่อเธอสามารถที่จะอ่านได้แล้ว เธอก็จะสามารถหาคำตอบให้กับทุกคำถามในชีวิตของเธอได้ รวมทุกข้อสงสัยในคำตอบไว้ที่ในพระคัมภีร์แล้ว”

ตอนเป็นเด็กฉันจำได้ว่าฉันเคยเรียนรวีในวันอาทิตย์ ฉันรักการร้องเพลงนมัสการที่โบสถ์ในตอนที่ฉันยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าฉันรู้ว่าพระเยซูคือใคร แต่ฉันไม่เคยใส่ใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ ฉันอธิษฐานเพียงครั้งเดียวคือก่อนสอบ หรือก่อนผลการสอบจะมีการประกาศ

แต่อุบติเหตุในครั้งนี้ทำให้ฉันสงสัยในแผนการของพระเจ้าที่มีต่อฉัน ฉันต้องการที่จะรู้ว่าทำไมฉันจะต้องมาพบเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตด้วย และทำไมทุกคนที่ฉันรักจะต้องมาผ่านเรื่องราวเลวร้ายนี้ไปกับฉันด้วย ในระหว่างที่ฉันกำลังเรียนรู้อยู่นี้ ฉันก็เริ่มอ่านพระคัมภีร์ไปด้วย

ฉันจำได้อย่างชัดเจนในครั้งแรกที่ฉันเริ่มอ่านพระคัมภีร์ ฉันเปิดพระคัมภีร์แบบผ่านๆแล้วก็ไปสะดุดอยู่ที่พระคำตอนหนึ่งที่บอกว่า “เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่ แล้วสิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะ กลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น”(2 โครินธ์ 5:17)

ทันใดนั้น หัวใจของฉันก็ถูกยกขึ้น ฉันเรียนรู้ว่าโดยพระเยซูแล้ว พระองค์ทรงประคองฉันและทำให้ฉันเต็มไปด้วยความหวัง และรู้ว่าพระเจ้าทรงรักฉันและฉันถูกสร้างขึ้นใหม่โดยพระองค์ จากนั้นฉันจะบอกกับตัวเองเสมอ เมื่อใดก็ตามที่ฉันรู้สึกท้อแท้ว่า “อย่าร้องไห้อย่าท้อแท้เพราะ พระเจ้าจะนำเรา เพียงแต่เราติดตามพระองค์ด้วยความเชื่อ”

ในระหว่างการพักรักษาตัว ฉันล้มประมาณ 5 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็เป็นครั้งที่หนัก และนำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ในการล้มครั้งที่ 5 นี้ ฉันสูญเสียการทรงตัว และล้มลงอย่างแรงในห้องนอนของตัวเอง แผลที่ตกสะเก็ดบนข้อมือซ้ายของฉันถูกับผนังและเลือดก็เริ่มไหล ความเจ็บปวดนี้มันเป็นอะไรที่ทรมานมาก ฉันได้แต่นั่งอยู่บนพื้นเพราะฉันไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ฉันหลับตาและร้องออกมาว่า “พระเจ้าพระบิดาโปรดช่วยลูกด้วย ลูกปวดมาก!”

ในขณะนั้น เพลงที่ฉันได้เคยเรียนมากว่า 21 ปี ก็ดังก้องอยู่ในหัวว่า “แม้ว่าฉันอ่อนแอแต่พระเจ้าทรงเข้มแข็ง” ทันใดนั้นฉันเหมือนได้รับการเสริมกำลังและได้รับการปลอบโยน ฉันเอื้อมมือไปหยิบทิชชู่ที่จะเช็ดเลือดออกจากข้อมือของฉัน และบอกกับตัวเองว่าไม่ต้องกลัวและรอให้พ่อแม่ของฉันมาช่วย สิบนาทีต่อมา พ่อของฉันเดินผ่านมาที่ห้องของฉันและเห็นฉันนั่งอยู่บนพื้น “ทำไมลูกไปนั่งอยู่ที่พื้น หัวของลูกเจ็บหรือเปล่า?” พ่อถามฉัน ฉันเริ่มเห็นถึงความเจ็บปวดบนใบหน้าของพ่อ เมื่อตาของพ่อ มองลงมาเห็นเลือดที่ชุ่มอยู่บนทิชชู่และที่พื้นข้างๆตัวฉัน

ในขณะที่พ่อช่วยให้ฉันลุกขึ้น ฉันมีความมั่นใจ เมื่อพ่อบอกว่า หัวของฉันไม่เจ็บ เป็นเพียงแค่ข้อมือซ้ายของฉันที่เจ็บ ฉันบอกว่า “ว้าว! ป่ะป๊า สามารถยกฉันขึ้นอย่างรวดเร็ว! ป่ะป๊าแข็งแรงมาก!”

ขณะที่ฉันมองย้อนกลับไปในอุบัติเหตุครั้งนั้น ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ใช้เหตุการณ์ในครั้งนี้เพื่อเปลี่ยนจิตใจภายในของฉัน พระองค์ได้ทรงรักษาให้ฉันหายจากการที่เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย และช่วยชีวิตฉันให้พ้นจากความคิดที่มืดมนของตัวเอง ตอนนี้ฉันติดตามแสงสว่างของพระองค์ และขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกอย่างที่ทรงประทานให้แก่ชีวิตของฉัน ฉันได้เรียนรู้แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต โดยพระเจ้าฉันสามารถเอาชนะทุกอย่างได้
ถึงคนที่เคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายเหมือนกับฉัน ฉันได้เห็นว่าการมีชีวิตในแต่ละวันนั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่แสนสั้น และการมีประสบการณ์ในพระคุณของพระเจ้าที่ได้ทรงช่วยฉัน ฉันเห็นว่ามันคือพระคุณที่ช่วยให้เรามีความหวังในการมีชีวิตอยู่

มาจากหมู่บ้านเล็กๆในประเทศมาเลเซีย ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่เป็นคริสเตียน ฉันรู้เลยว่ามันเป็นพระคุณของพระเจ้าที่ทรงใช้สถาณการณ์เหล่านี้เพื่อที่จะให้ฉันได้รู้จักกับพระองค์มากขึ้น ดังนั้นฉันกำลังให้ความสำคัญกับพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระองค์และเพื่อที่จะบอกให้คนอื่น ๆ รู้เกี่ยวกับพระเจ้าด้วย เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าและผู้ช่วยให้รอดของพวกเรา พระวจนะของพระเจ้าจากกาลาเทีย 6:9 ทำให้ฉันนึกถึงการแพร่กระจายของพระกิตติคุณอย่างกว้างขวาง ถึงแม้พ่อแม่ของฉันจะไม่ใช่คริสเตียน แต่ก็เปิดใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้ามากขึ้น มันทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เมื่อฉันเห็นว่าพวกเขามีความสนใจที่จะได้ยินเรื่องราวในพระคัมภีร์

ปีที่ผ่านมาในวันคริสต์มาสอีฟ ฉันได้เป็นพยานถึงเรื่องพระคุณของพระเจ้าในคริสตจักรและต่อหน้าพ่อแม่ของฉัน ถึงพระคุณของพระเจ้าที่ทรงช่วยเหลือในชีวิตของฉัน และวิธีการที่พระองค์ทรงเปลี่ยนฉัน ฉันเปรียบเทียบประสบการณ์ของฉันถึงกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงของดักแด้ที่ได้รับความยากลำบากเมื่อมันต้องแตกออกมาจากรังไหม เมื่อมันโผล่ออกมาเป็นผีเสื้อที่สวยงาม

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้จัดการทิ้งไม้ค้ำ และพยายามที่จะเดินขึ้นไปที่ชั้นสองของคริสตจักรด้วยตัวของฉันเอง เพื่อที่จะเดินไปนมัสการให้ได้ด้วยเท้าของฉันเอง สรรเสริญพระเจ้า!

มันเป็นคำอธิษฐานของฉัน ที่ฉันจะยังคงสัตย์ซื่อที่จะแบ่งปันพระกิตติคุณของพระเยซู เพื่อให้พระดำรัสของพระองค์เป็นแสงสว่างนำทางแก่คนอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ทรงนำทางฉัน

“เพราะเรามีส่วนร่วมกับพระคริสต์ถ้าเราเพียงแต่ยึดความไว้วางใจที่เรามีอยู่ในตอนต้นไว้ให้มั่นคงจนถึงที่สุด”— ฮีบรู 3:14

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง