ฉันอยากมีชีวิตที่สุขสบาย—ผิดด้วยเหรอ?

วันที่ 14-12-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Julian Panga, India
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

อะไรคือชีวิตที่สุขสบาย? คือการมีอยู่แค่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง,หรือมีมากกว่านั้นซักนิดหน่อย หรือมีเหลือเฟือเกินกว่าความจำเป็น

หลายปีที่ผ่านมา การให้คำจำกัดความของคำว่า “ชีวิตที่สุขสบาย” ของผมได้เปลี่ยนไป สำหรับคนในสมัยก่อนแล้ว การมีอาหารวางอยู่บนโต๊ะทุกมื้อ,ประหยัดรายจ่ายให้พอดีกับรายได้หรือชักหน้าให้ถึงหลัง และมีเงินเก็บเล็กๆน้อยๆ เผื่อใช้ในวันที่ขัดสนจะได้ไม่ลำบาก แต่สำหรับคนในยุคนี้แล้วสิ่งที่ว่ามาข้างต้นนั้น ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น

ผมยังจำได้สมัยก่อนที่พ่อแม่ของผมสามารถซื้อได้เพียงมอเตอร์ไซด์เท่านั้น—ซึ่งหมายความว่า ครอบครัวเล็กๆส่วนใหญ่ในอินเดีย ต่างก็ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะในการเดินทางไปมาในแต่ละวัน หลายปีก่อนผมตัดสินใจซื้อรถยนต์มือสองคันเล็กๆด้วยเงินเก็บของผมเอง แต่ครอบครัวของผมรู้สึกว่า การมีรถยนต์นั้นเกินความจำเป็น และพวกเค้ามองว่ามันเป็นความฟุ่มเฟือยซึ่งพวกเค้าไม่ต้องการ ในความคิดของพวกเค้านั้นเงินเก็บควรจะเอาไว้ใช้ในสิ่งที่จำเป็นมากกว่านี้ แต่สำหรับผมแล้วในตอนนั้น รถยนต์เป็นอะไรที่จำเป็นที่สุดสำหรับผม

นี่อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไปในปัจจุบันนี้ด้วย ในทุกวันนี้มันกลายเป็นเรื่องธรรมดา ที่คนจะคิดว่าการมีบ้านหลังโตหรือรถคันใหญ่ เป็นอะไรที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก การมีโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด หรือการได้ไปเที่ยวพักผ่อนในสถานที่ท่องเที่ยวแพงๆในวันหยุด ถ้าคุณเดินไปที่ถนนคนเดินในเมืองหลวงของประเทศอินเดีย (ซึ่งเป็นอันดับที่ 10 โลกเข้าปีที่ 24 แล้ว) คุณจะได้ยินประโยคนี้อยู่ทั่วไปว่า “ฉันโตแล้วหาเงินได้เองแล้ว ฉันสามารถใช้จ่ายเพื่อชีวิตที่ดีกว่า หรือ จะผิดอะไรถ้าจะมีความสุขกับชีวิตที่สะดวกสบาย? มันเป็นความสุขส่วนตัว และก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนซักหน่อย” วัยรุ่นชาวอินเดีย อีกทั้งวัยรุ่นทั่วไปในโลกนี้ ต่างก็รู้ดีและยอมรับว่าชีวิตที่สุขสบายนั้นต้องมีเงิน…เงิน..เงินเท่านั้นที่จะซื้อความสะดวกสบาย และการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยนี้ก็สามารถซื้อความสุขให้กับชีวิตเราได้

จากการสำรวจของตัวผมเอง อย่างไรก็ตาม คนที่มีมากกว่าความต้องการของตัวเค้าเองนั้น ปรากฏว่าตัวเองก็ไม่เคยได้รับความสุขอย่างแท้จริง แต่ในทางกลับกันคนที่ดูเหมือนว่าจะมีน้อยกว่า—ตัวอย่างเช่นครอบครัวที่มีสมาชิกทั้งหมด 6 คนอยู่กันอย่างขาดแคลนด้วยความแออัดยัดเยียดในกระท่อมเล็กๆ ของชุมชนแออัดแห่งหนึ่ง ในเมืองโยฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg) หรือครอบครัวที่มีสมาชิก 5 คน ที่พยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อที่จะมีอาหารในมื้อถัดไปและอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆที่มีขนาด 10×10 ฟุต ในชุมชนเล็กๆที่เรียกว่า “สลัม” ในเมืองบังกาลอร์,ประเทศอินเดีย (Bangalore, India) ซึ่งพวกเค้ายังมีรอยยิ้มที่เบิกกว้างและมีหัวใจมากกว่าคนที่มีกินมีใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพราะฉะนั้นสำหรับผมแล้วยิ่งทำให้มั่นใจในความจริงที่ว่าความร่ำรวยไม่สามารถซื้อความสุขที่แท้จริงได้

ซึ่งนั่นก็หมายความว่า การสำรวจนี้ขัดแย้งต่อความคิดของเราเป็นอย่างมาก—ยิ่งโดยเฉพาะคริสเตียน—ที่พยายามที่จะเสาะแสวงหาความหมายของชีวิต ดังนั้น จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า : มันผิดด้วยเหรอที่เราปรารถนาจะมีชีวิตที่สุขสบาย?

เพื่อที่จะตอบคำถามที่คาใจข้อนี้, ผมจึงมีความคิดเห็นจากมุมมองต่างๆของชีวิตมาให้เราได้ใคร่ครวญกัน

1.การพึ่งพาของเรา
มาเริ่มกันที่สองความคิดยอดนิยมกับนิยามของคำว่า “ชีวิตที่สุขสบาย” : อันแรกคือ “มีเพียงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตเพียงเล็กน้อย” และ อีกอันหนึ่งคือ “ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย” ขณะที่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ไบเบิ้ลมิได้มีความคิดเห็นขัดแย้งใดๆถึงสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต เป็นต้นว่า อาหาร,เสื้อผ้าและที่อยู่อาศัย และมันก็เป็นความคุ้มค่าที่พระเยซูคริสต์ได้เคยตรัสไว้ในพระคัมภีร์ว่า “อย่ากระวนกระวายถึงสิ่งเหล่านี้..เพราะถ้าบิดายังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์” (มัทธิว 6:25-34, 7:7-11) และใน “คำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์” ก็ได้เขียนไว้อย่างเหมาะสมว่า “ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้” จากบทเรียนนี้ทำให้เรารู้ว่า เราต้องพึ่งพาพระเจ้าเท่านั้น เพราะพระองค์คือปัยจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตในแต่ละวันของเรา

สิ่งที่พระคัมภีร์ได้เขียนบอกไว้อย่างตรงไปตรงมาก็คือ ,ด้วยว่าการรักเงินทองและการแสวงหาความร่ำรวย คือความปรารถนาที่มากเกินไปสำหรับการที่อยากจะมีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย ความอยากได้อยากมีนี้มันสามารถทำให้คนๆหนึ่งวิ่งไล่ตามเงินทองได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม และความหลงใหลในทรัพย์สมบัติเหล่านี้ยังมีความหมายเป็นนัยที่ร้ายแรงอีกด้วย ดังที่พระเยซูทรงตรัสว่า “…คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้าก็ยากจริงหนา เพราะว่าตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า” (ลูกา18:24-25)

ถ้าการมีชีวิตที่สุขสบายหมายถึงการพึ่งตัวเองมากกว่าพระเจ้าและเป็นสาเหตุให้เราหยิ่งยโส,ถือว่าตัวเองสำคัญและเห็นแก่ตัวมากจนเกินไป ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเราควรจะหันกลับมาจัดการกับมัน—คือลบความคิดเหล่านี้ออกจากสมองให้หมด อย่างไรก็ตาม การมีชีวิตที่สุขสบายนั้นไม่ได้ถือว่าเป็นบาป สิ่งสำคัญก็คือเราใช้ทรัพย์สินเงินทองนี้เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นหรือประโยชน์ของตัวเอง และเมื่อเราตั้งใจที่จะทำเพื่อผู้อื่นไม่ใช่เพื่อตนเอง เราก็ได้สำแดงว่าเราพึ่งพาพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด

2.พันธกิจของเรา
ในพระธรรมลูกา 9:58 พระเยซูคริสต์ได้ตรัสไว้ว่า “หมาจิ้งจอกยังมีโพรงและนกในอากาศก็ยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ” จากตอนนี้เราจะเห็นว่า พระเยซูคริสต์ทรงตรัสเกี่ยวกับพระองค์เองว่า แม้แต่พระองค์เองซึ่งเป็นพระเจ้า ยังขาดปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิต แต่นั่นก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเทศนาสั่งสอนผู้คนและการรักษาโรค,จัดเตรียมสิ่งต่างๆเพื่อผู้ที่ขัดสนและช่วยยกระดับชีวิตให้แก่ผู้ที่ยากจน,แก่ผู้ซึ่งไม่เคยมีความสำคัญและผู้ไร้ที่พึ่งพา ตลอดเวลาที่พระองค์ทรงกระทำพันธกิจเพื่อพระบิดาของพระองค์ก็ไม่เคยได้รับความสะดวกสบายเลย

เราเองไม่มีส่วนเกี่ยวของกับพันธกิจของพระเจ้าเลยหรือ? ใช่แล้วเราทั้งหลายต่างมีส่วนร่วม ในพันธกิจของพระองค์และยังเป็นพันธกิจที่เราทั้งหลายจะต้องทำไปตลอดชีวิต ด้วยความตั้งใจและความรับผิดชอบทั้งหมดที่มีของเรา ดังนั้น ถ้าหากว่าความสุขสบายของโลกนี้ เป็นอุปสรรคและขัดขวางแผนการที่เรามีต่อการรับใช้ในพันธกิจของพระเจ้าบนโลกใบนี้ เราก็ความจะหยุดชีวิตที่สุขสบายนั้น ใคร่ครวญและเปลี่ยนแปลงชีวิตวิตของเราด้วยหัวใจที่มาจากพระเจ้า ให้การรับใช้พระเจ้าเป็นศูนย์กลางในชีวิตของเรา เพื่อที่จะทำให้เราจดจ่อไปที่รางวัลแห่งชีวิตนิรันดร์ ไม่ใช่ความสุขเพียงชั่วคราว

3.การเฝ้าเดี่ยวของเรา
ในเรื่องเศรษฐีหนุ่มที่พระเยซูคริสต์ตรัสบอกเศรษฐีหนุ่มนั้นว่า “จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่แจกจ่ายให้ คนอนาถาแล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์แล้วจงตามเรามาและเป็นสาวกของเรา” (มาระโก 10:17-27) พระเยซูคริสต์ได้ทรงตอบคำถามของเศรษฐีหนุ่มถึงเรื่องของการที่จะได้ชีวิตนิรันดร์ คือการทำตามพระบัญญัติของพระองค์— ซึ่งเศรษฐีหนุ่มก็ได้ตอบกับพระเยซูคริสต์ว่า เขาเองก็ได้รักษาพระบัญญัติเหล่านั้นมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่าในขณะที่เขาอาจจะรักษาพระบัญญัติดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของเขากับเพื่อนบ้านของ แต่เขาอาจจะละเลยความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้า ยกตัวอย่างง่ายๆอย่างที่เราเห็นคือเขารักทรัพย์สมบัติของเขาเองมากกว่ารักพระเจ้า ซึ่งนั่นก็แสดงให้เห็นความสำคัญของเขากับพระเจ้าได้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร หัวใจของปัญหาก็คือหัวใจของเขาเอง และอย่างที่เราเห็นจากตัวอย่างในเรื่องเศรษฐีหนุ่มนี้ หลังจากที่เขาได้รับคำตอบจากพระเยซูคริสต์แล้วเข้าก็เดินจากไป และปฏิเสธที่จะทำตามคำสอนของพระเยซูคริสต์

ในพระธรรม มัทธิว 6:24 พระเยซูคริสต์ยังตรัสอีกว่า “ท่านจะปฏิบัติพระเจ้าและจะปฏิบัติเงินทองพร้อมกันไม่ได้”เราอาจจะเลือกรักคนๆหนึ่งและเกลียดชังคนอีกคนหนึ่ง หรืออาจจะจงรักภักดีต่อคนๆหนึ่ง และดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น ดังนั้น ถ้าชีวิตที่สุขสบายเป็นสิ่งที่ทำให้เราจดจ่ออยู่ที่ทรัพย์สินเงินทอง และเป็นอุปสรรคในการที่จะทำให้เรารู้จักพระเจ้าและเข้าใกล้พระองค์มากขึ้น ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วล่ะก็เราก็เสี่ยงมากที่จะสูญเสียความรักที่เรามีให้กับพระเจ้าและนั่นจะทำให้เราห่างเหินออกจากพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงสมควรได้รับความจงรักภักดีด้วยสุดจิตสุดใจของเรา

4.การรับใช้ของเรา
พระเยซูคริสต์มิได้ทรงลังเลเมื่อจะต้องถอดฉลองพระองค์ออกแล้วก็เทน้ำลงในอ่าง จากนั้นก็ทรงเอาน้ำล้างเท้า ให้สาวกของพระองค์ (ยอห์น13:1-17) พระองค์ทรงพิจน์ให้เราเห็นในทางปฏิบัติว่า อะไรคือความถ่อมใจที่แท้จริงและทรงกระทำให้เราเห็นว่าเราควรจะนึกถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงกระทำ และความคิดจิตใจของเราก็ควรจะสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเรา ดำเนินชีวิตอย่างไม่เห็นแก่ตัวและมีน้ำใจเอิ้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น

ดังนั้น แทนที่เราจะส่ำสมทรัพย์สมบัติและหาความสุขให้แก่ชีวิตของเราเอง ทำไมเราไม่หาโอกาสที่จะสำแดงความรักอย่างไม่ลังเลและรับใช้ผู้ที่ด้อยโอกาสมากกว่าเรา สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นการทำให้เราสำแดงความรักต่อผู้ที่ด้อยกว่าเรา,ผู้ที่ถูกข่มเหง , ผู้ที่ไม่มีความสำคัญ , ลูกกำพร้าและหญิงม่ายในหมู่พวกเรา ความเชื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความเสียสละโดยการรับใช้ และรักษาชีวิตของเราไม่ให้ยุ่งเหยิงอีกทั้งทำให้เรารับใช้ด้วยความเต็มใจต่อพระบิดาของเรา

5.ความพอใจของเรา
ปัจจุบันนี้ ในโลกที่เต็มไปด้วยวัตถุนิยมแทบจะเป็นไปได้ยากที่จะไม่ให้เราสนใจเรื่องทรัพย์สินเงินทอง ยกตัวอย่างกษัตริย์ซาโลมอน ในพระธรรม ปัญญาจารย์ 5:10 ได้กล่าวไว้ว่า “คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน และคนรักสมบัติไม่รู้จักอิ่มกำไร นี่ก็อนิจจังด้วย” แต่ก็เช่นเดียวกัน อาจารย์เปาโลเองก็ได้เรียนรู้จัก ที่จะพึงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ในทุกสถานการณ์ของชีวิต (ฟิลิปปี 4:11)
เราเองก็ควรจะเรียนรู้ที่จะพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ เพียงแค่เราเริ่มต้นที่จะสำนึกในพระคุณที่พระเจ้าทรงอวยพรชีวิตของเรามากกว่าที่จะมัวคิดถึงแต่ว่าเราขาดอะไรบ้าง ให้เราเริ่มต้นที่จะพอใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้เรา

หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 12 ปี ที่ๆทำให้มีตำแหน่งหน้าที่การงานและมีชีวิตที่สุขสบาย ผมยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะตอบรับการทรงเรียกของพระเจ้าและกลับมาที่ประเทศอินเดีย เพื่อรับใช้พระเจ้าในพันธกิจของคริสเตียนที่อินเดีย : ผมเคยถามตัวเองว่าทำไมถึงตัดสินในกลับมาที่นี่และเหมือนกับว่าเป็นการถอยหลังกลับก้าวใหญ่ในชีวิต—อย่างที่ใครหลายคนกำลังคิดอยู่

ก็เป็นเพราะผมรู้ว่าสิ่งของในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันมีแต่จะทำให้เราอยากได้อยากมีไม่มีที่สิ้นสุด ในท้ายที่สุดแล้วก็นำเราไปอยู่ในวังวนของของความผิดหวังท้อแท้และการทำลายล้าง ผมพบว่าผมมีเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตและมีความพึงพอใจในชีวิตตัวเองเมื่อผมมองตรงไปที่พระเจ้าและจดจ่ออยู่ที่พระองค์— ผู้ทรงประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้กับผม

และท้ายที่สุดนี้ คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราสามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในโลกนี้ได้หรือไม่ แต่มันเป็นคำถามที่ว่าเราใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าและเป็นที่พอพระทัยของพระองค์หรือเปล่า?

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง