จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเรา “ให้” มากกว่าที่เรา “ได้รับ”

วันที่ 15-12-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »


ผู้เขียน : Raphael Zhang, Singapore
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

เราทั้งหลายคงจะคุ้นเคยกับข้อพระคัมภีร์ข้อนี้เป็นอย่างดี ที่บอกว่า “….การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กิจการ 20:35)

ทำไม? คงจะเป็นคำถามที่ดังขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ? เพราะท้ายที่สุดแล้วผลตอบแทนที่เราได้รับก็คือเราเป็นฝ่ายสูญเสีย— เมื่อเรามองอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับเงินทอง หรืออารมณ์ความรู้สึก การได้รับไม่ทำให้เรารู้สึกดีกว่าหรือ? มีใครบ้างไม่ชอบการได้รับ ยกตัวอย่างเช่น ได้รับของขวัญหรือได้รับความสนใจและการยอมรับ

การอ่านพระวจนะคำของพระเยซูคริสต์จะทำให้เราเปลี่ยนความคิดว่าการให้นั้นดีกว่าการรับ แต่นั่นไม่ใช่ความหมายทั้งหมดที่มี เพราะว่าพระเยซูคริสต์ทรงหมายถึงว่า ในขณะที่เรารู้สึกว่าได้รับพระพรเมื่อเราได้รับสิ่งต่างๆยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด การให้ยิ่งทำให้เราได้รับพระพรมากยิ่งกว่าการที่เราได้รับ

ผู้ที่ได้รับมาก ก็จงให้มากด้วยเช่นกัน

ในใจของผมไม่เคยเห็นด้วยเลยกับแนวความคิดนี้ เพราะเคยมีช่วงเวลาที่ผมพบว่ามันยากเหลือเกินที่ผมจะให้เงิน,กำลังหรือให้เวลากับพระเจ้าหรือกับผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะเวลาที่ผมรู้สึกว่าตัวผมเองยังได้รับไม่พอ

แน่นอนว่า ผมไม่ได้บอกให้คุณต้องยกทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณมีในชีวิตให้กับผู้อื่น โดยไม่นึกถึงสถานะของตัวเอง แน่นอนว่าเราต้องนึกถึงตัวเราเองด้วย เพื่อที่จะเติมเต็มทรัพยากรที่เรามีในชีวิต เราจึงต้อง “มีเวลารวบรวม” และ “มีเวลาให้” (ปัญญาจารย์ 3:5-6) และก็ไม่ผิดอะไรที่เราจะเก็บออมเพื่อวันที่ขัดสนและสนใจตัวเราเองก่อน
อย่างไรก็ตาม ผมได้เรียนรู้ว่า ผมมีปัญหาในการที่จะให้ในบางครั้ง และมันได้สะท้อนให้เห็นถึงส่วนลึกของปัญหาในจิตใจของผมเอง

เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นหญิงชั่วเข้ามาในเข้ามาในเรือนของฟาริสีคนนั้น ระหว่างที่พระเยซูคริสต์ทรงเสวยพระกระยาหารค่ำอยู่ (ลูกา 7:36-50) พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านว่าความผิดบาปของนางซึ่งมีมากได้โปรดยกเสียแล้วเพราะนางรักมากแต่ผู้ที่ได้รับการยกโทษน้อยผู้นั้นก็รักน้อย” (ลูกา 7:47)

เมื่อผมรู้สึกว่ามันยากที่จะให้ด้วยความรักก็เพราะว่าผมได้ลืมว่าผมได้รับมามากเท่าไหร่จากพระเจ้า? ผมจะต้องหาว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ผมหลงลืมพระคุณอันยิ่งใหญ่นี้,ไม่ว่าจะเป็นความรัก และการอภัยโทษบาปของพระเจ้าที่ผมเองก็ได้รับมาแล้วจากพระองค์

ผมเพิ่งจะพบว่าเมื่อตัวเองนึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้กับผมนั้นมีมากสักเท่าใด ผมถึงจะเต็มใจที่จะให้คืนกับพระองค์และผู้อื่นด้วยความรัก และเมื่อผมเข้าใจถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของผมนั้นมันช่างมากมายเหลือเกินสำหรับความสุขที่ผมได้รับ (1 ทิโมธี 6:17) ขอให้ผมได้เป็น “ผู้ให้ด้วยใจยินดี” เป็นผู้ที่มีใจยินดีเหมือนกับพระทัยของพระเจ้า
(2 โครินธ์ 9:7)

และนี่ก็เป็นบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้เมื่อผมเลือกที่จะเป็นผู้ให้

1. เมื่อทุกคนต่างให้ ทุกคนก็ต่างได้รับ

มันเป็นสมการที่เรียบง่าย ถ้าเราทุกคนยืนกรานที่จะรับโดยไม่ต้องการที่จะให้ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเราจะได้รับจากใครล่ะ? แต่ถ้าเราทุกคนต่างเลือกที่จะให้ซึ่งกันและกันแล้ว เราทุกคนก็ต่างที่จะได้รับด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราทุกคนก็ต่างเป็นฝ่ายได้มิใช่หรือ?

2. การให้ช่วยให้เราได้เรียนรู้ถึงความพึงพอใจ

“เราต้องการที่จะให้จริงหรือ?” มันเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวของผมทุกครั้งเมื่อผมรู้สึกว่ามันยากที่จะให้ 2-3 ปีก่อนผมสัญญากับพระเจ้าว่าผมจะไม่ซื้อเสื้อ,กางเกงหรือรองเท้าใหม่อีก เว้นเสียแต่ว่ามันจะจำเป็นจริงๆ เมื่อมองไปที่ตู้เสือ้ผ้าแล้วก็บอกกับตัวเองว่าเรามีมากพอแล้ว ความอยากได้จะมาพร้อมกับความปรารถนา ที่อยากจะเห็นตัวเองดูดีเพื่อที่จะสรรเสริญพระเจ้า — “เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย” (โคโลสี 3:5) ถ้าผมต้องการที่จะบริหารการเงินอย่างชาญฉลาดเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า ก็จงเรียนรู้ว่า “..เราได้รับ ประโยชน์มากมายจากทางของพระเจ้า พร้อมทั้งความสุขใจ” (1 ทิโมธี 6:6) ฉะนั้น เราจะต้องไม่ยอมแพ้ให้กับโลกียวิสัยต่างๆเหล่านั้น

ในการทำเช่นนั้น ผมสามารถจัดการ การเงินของผมให้อยู่เป็นที่เป็นทางได้เมื่อผมต้องการที่จะใช้มัน มีผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นเพื่อนสนิทของผม เธอดำรงชีวิตโดยการยืนขายกระดาษทิชชูข้างถนน จากสถานะทางการเงินแล้วเธอยากจนกว่าผม แต่ทว่าเธอช่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจและให้ผู้อื่นด้วยความชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเธอไม่ได้มีมากมาย จากแง่คิดนี้และตัวอย่างเกี่ยวกับเธอทำให้ผมมีแรงบันดาลใจว่าอยากจะให้มากขึ้นอีก

บางครั้ง ผมสามารถที่จะให้เงินแก่เธอโดยที่ไม่ต้องคิดเลย แต่ก็มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกว่ามันยากที่จะให้เช่นกัน เมื่อนึกถึงว่าตัวเองก็ยังมีไม่พอเลย และในขณะนั้นผมก็เริ่มถามตัวเองว่า “เราต้องการที่จะให้จริงหรือ?” และนั่นก็เมื่อตอนที่ผมรู้สึกว่าความจำเป็นทางการเงินของผมไม่มากเท่ากับความต้องการเงินของเธอ หลังจากนั้น ผมก็เตือนตัวเองว่าเงินที่เสียไป ก็แค่ใช้จ่ายในการกินอาหารให้น้อยลงสำหรับเดือนนั้น จากตัวอย่างนี้ ทุกครั้งที่ให้เธอ ผมมีความชื่นชมยินดีเสมอเมื่อได้ให้

3. การให้ช่วยให้เรามีความเชื่อในการจัดเตรียมจากพระเจ้า

เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเกิดความกลัวว่าจะขาดแคลนหลังจากที่ได้ให้ พระเจ้าจะทรงสำแดงอะไรบางอย่างกับผมจากหลายวิธีที่สวยงามของพระองค์ และทรงทันเวลา มันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งตามความคาดหวังและเวลาที่ผมได้คาดคิดไว้ แต่ผมได้เห็นว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและยิ่งใหญ่หลายครั้งด้วยกัน

จากตรงนี้ทำให้เราเห็นถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรา ในพระธรรม มาลาคี 3:10 “พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่าจงนำทศางค์เต็มขนาดมาไว้ในคลังเพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา จงลองดูเราในเรื่องนี้ดูทีหรือว่า เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้าและเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่”

พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเราทรงเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา : “เพราะว่าสิ่งไรซึ่งท่านต้องการพระบิดา ของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว…เพราะฉะนั้นเราจึงต้อง…แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความ ชอบธรรมของพระองค์ก่อนแล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มัทธิว 6:8,32,33)

4. การให้ช่วยให้เราสามารถรู้จักพระเจ้ามากขึ้น

ผมมีความเชื่อว่าพระเจ้าทรงเรียกเราเพื่อที่จะให้นั้นก็เพราะการให้ช่วยให้เราสามารถรู้จักพระเจ้ามากขึ้น “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์” (ยอห์น 3:16); “พระองค์ทรงประทานพระเยซูคริสต์แก่เรา”(ยอห์น 6:37) “และพระองค์ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์”(ลูกา 11:13; ยอห์น 14:26) “พระบุตรของพระองค์ทรงสำแดงพระประสงค์ของพระบิดาให้เรารู้”(ยอห์น 14:6-9; มัทธิว 11:27) “และพระองค์ทรงกระทำให้เราคืนดีกันกับพระเจ้า..โดยประกาศสันติสุขแก่ผู้อื่น”(เอเฟซัส 2:13-18)“พระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้นจะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง”(ยอห์น 14:26)“เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย”(ยอห์น 16:14); และพระองค์ทรงให้ “ของประทานนั้นมีต่างๆกันแต่มีพระวิญญาณองค์เดียวกัน งานรับใช้มีต่างๆกันแต่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว กัน” (1 โครินธ์ 12:4-11)

เมื่อเราได้ให้ มันช่วยให้เรารู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้น เช่นเดียวกันกับมีการร่วมในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งที่เรารักและคลั่งไคล้ก็ทำให้เราเข้าใจในสิ่งนั้นมากขึ้น เช่นเดียวกัน “ให้ผู้อวดอวดในสิ่งนี้ คือในการที่เขาเข้าใจและรู้จักเราว่าเราคือพระเจ้าทรงสำแดงความรักมั่นคง ความยุติธรรมและความชอบธรรมในโลกเพราะว่าเราพอใจในสิ่งเหล่านี้ ” (เยเรมีย์ 9:23-24) และเพื่อที่เรา “จะรู้จักพระองค์และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดชเนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น และร่วมทุกข์กับพระองค์” (ฟิลิปปี 3:10)

5. การให้คือของขวัญจากพระเจ้า

คุณเคยนมัสการพระเจ้าด้วยความร้อนรนพร้อมกับมีความเชื่อและความแน่ใจว่า นี่แหละคือเหตุผลที่เราถูกสร้างขึ้น—ก็เพื่อที่จะนมัสการ สรรเสริญพระองค์มิใช่หรือ?
ผมรู้สึกราวกับว่าผมได้กระทำตามวัตถุประสงค์ในชีวิตของผมให้สำเร็จแล้ว และก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ขอบพระคุณอย่างท่วมท้น ที่พระเจ้าทรงสร้างผมมาเพื่อที่ผมจะได้มีความชื่นชมยินดีกับของขวัญอันล้ำค่า คือการที่ผมสามารถนมัสการพระเจ้าได้ด้วยความชื่นชมยินดี

ลองนึกถึงการที่เราได้รับความรักอย่างท่วมท้นจากใครซักคน แต่เราไม่สามารถที่ให้กลับคืนไปเพื่อตอบแทนเขาได้ ช่างน่าอนาถใจยิ่งนัก! ส่วนหนึ่งของความรักคือการที่เราสามารถให้กลับคืนแก่คนที่รักเรามากมายและได้ให้กับเรามากมายเช่นกัน ผมรู้สึกสำนึกในพระคุณของพระเจ้าที่ทรงสร้างผมให้มีโอกาสได้ให้กลับคืนไปในหลายๆทางด้วยกัน—ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลงนมัสการสรรเสริญพระองค์,หรือการให้เวลากับพระองค์,การถวายทรัพย์ที่มี, การเอาใจใส่และกำลังในการรับใช้ที่ได้ให้กับพระเจ้า

ผมเข้าใจว่าในขณะที่เราได้ให้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเท่านั้น แต่จากการที่เราสามารถที่จะให้นั้น มันคือของขวัญที่มาจากพระเจ้าที่ได้ทรงมอบให้แก่เรา พระองค์มิได้ทรงต้องการให้เราให้ตอบกลับพระองค์ แต่มันคือความรู้สึกชื่นชมยินดีเมื่อเราได้ให้ต่างหาก และพระองค์ก็ทรงพอพระทัยในความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา มันเหมือนกันกับที่เรามีความสุขเมื่อเราได้ให้แก่พ่อแม่ของเราเหมือนกับที่ท่านได้เคยให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่เรา—แม้ว่าท่านจะไม่เคยต้องการอะไรจากเราก็ตาม

ตลอดทั้งเทศกาลแห่งการให้นี้ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมพระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า “การให้มากยิ่งทำให้เราได้รับพระพรมากยิ่งกว่าการที่เราได้รับ” และแน่นอนว่า “มีเวลาให้และรับใช้, และจะมีเวลารับและหยุดพัก” เราจะต้องขอให้พระเจ้าทรงประทานสติปัญญาให้แก่เราในการฝึกที่จะให้ เพื่อที่จะเติมเต็มการรับใช้ในชีวิตของเรา

แต่การให้ที่เป็นเหตุให้เรามีความสุขที่สุดและเป็นสิทธิพิเศษที่พระเจ้าทรงประทานให้ ดังนั้น เราจึง “ไม่จำเป็นต้องให้” เพราะว่า “เราได้รับ” “เพื่อที่จะให้”

Tags: , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง