เมื่อทุกอย่างไม่สมเหตุสมผล

วันที่ 2-11-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

when-nothing-makes-sense

ผู้เขียน : Leslie Koh, Singapore
ผู้แปล : ลูกหยี
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

หลังจากที่ใช้เวลาหลายหลายปีในการทำงานด้านสื่อมวลชน ในที่สุด Leslie (เลสลี)ก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนงานจากการทำงานกับข่าวร้ายกลายเป็นการทำงานกับข่าวดีเขาเปลี่ยนงานมาเป็นบรรณาธิการของพันกิจมานาประจำวัน

คุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ดูแล้วไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลยหรือเปล่า? ไม่มีคำตอบสำหรับคำถาม “ทำไม” หรือเมื่อไม่มี “อะไร” หรือ “ใคร” ที่สามารถทำให้เหตุการณ์ดีขึ้นได้เลย  บางทีคุณอาจเคยสอบตกในการสอบครั้งสำคัญ, ตกงาน, สูญเสียเพื่อนร่วมธุรกิจ,หรือสูญเสียคนที่คุณรักและมองไม่เห็นทางที่จะแก้ไขปัญหาได้เลย ไม่มีความหวังที่มันจะดีขึ้นเองได้เลย ไม่มีทางที่จะบอกตัวเองว่า “ไม่ต้องกังวลมันต้องมีทางออกอย่างแน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” หรือว่า สิ่งนี้ต้องดีสำหรับฉันในระยะยาวแน่”

พายุแห่งการทำลายล้าง : ประสบการณ์การสูญเสีย

หลายเดือนก่อน ผมต้องเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้ คุณยายผู้ซึ่งผมใกล้ชิดท่านเป็นอย่างมากได้เสียชีวิตไปจากการลื่นล้มที่บ้าน หลังจากนั้นเพียง 20 วัน ผมก็ต้องเผชิญกับการสูญเสียคุณพ่อของภรรยาไปอีกคนด้วยอาการหลอดเลือดในสมองแตกการสูญเสียนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและไม่ทันได้ตั้งตัว มันเกิดขึ้นรวดเร็วเหมือนพายุแห่งการทำลายล้าง

ในช่วงที่ผมรู้สึกโศกเศร้าและร้องไห้เสียใจอยู่นั้น ผมรู้สึกเหมือนกับว่าโลกใบนี้กำลังจะแหลกสลาย เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมมันต้องเกิดขึ้นในเวลานี้ ผมกำลังจะออกจากที่ทำงานเดิมเพื่อจะเริ่มงานในที่ใหม่ และตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้ใช้เวลาในช่วงวันหยุดก่อนที่จะต้องเริ่มงานที่ใหม่กับท่าน แต่ท่านเสียในวันที่ผมทำงานวันสุดท้ายในที่ทำงานเดิม ทำไมต้องเป็นวันนี้ ทำไมไม่เป็นวันหลังจากที่ผมได้ใช้เวลากับท่านแล้ว ทำไมพ่อตาของผมต้องมาเสียไปทั้งๆที่ท่านแข็งแรงและสุขภาพดีอยู่ ทำไมพระเจ้าไม่ให้เวลาเราเตรียมตัวในการสูญเสียของพวกเขา หรือขอเพียงไม่กี่นาทีที่จะบอกลากันก่อนก็ยังดี ทำไมพระเจ้าปล่อยให้เราต้องเผชิญความเจ็บปวดในการสูญเสียท่านทั้งสองอันเป็นที่รักของเราในเวลาที่กระชั้นชิดนัก แล้วเราจะหายจากการโศกเศร้าและเจ็บปวดนี้ได้อย่างไรกัน

มีคำถามเกิดขึ้นมากมายและไม่มีคำตอบ

ผมพยายามปลอบใจตัวเองโดยพูดกับตัวเองว่า พระเจ้าทรงรู้ดีถึงความเจ็บปวดของเราและจะประทานกำลังให้กับเรา แต่ผมก็ยอมรับว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก น้ำตานั้นไหลออกมาเรื่อยๆ ผมไม่สามารถปลอบใจตัวเองด้วยหลักการและเหตุผลแบบเดิมๆได้เลย ความจริงที่ว่าท่านทั้งสองแก่แล้ว (คุณยายของผมอายุ 90 กว่า, พ่อตาของผมอายุ 80 กว่า) ท่านทั้งสองมีอายุยืนยาวและได้ทำสิ่งต่างๆมากมาย แม้ว่าคุณยายจะป่วยเป็นมะเร็งซึ่งคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี (คุณหมอวินิจฉัยว่าอาจอยู่ได้อีก1-2ปี) จริงๆแล้วการจากไปของท่านทั้งสองนั้นก็เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาของพระเจ้าแล้ว แต่ในความโศกเศร้าเสียใจของเรานั้นมีแต่คำถามที่ยังคงดังก้องอยู่ในใจตลอดเวลาว่า “ทำไมต้องจากไปตอนนี้…ทำไม?”

ความเข้าใจถึงอำนาจสูงสุดของพระเจ้า

ในเย็นวันหนึ่งขณะที่ผมมีคำถามที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็มีความคิดหนึ่งแทรกเข้ามา พระเจ้าทรงให้และพระองค์ทรงเอาไป พระเจ้าทรงควบคุมอยู่ทุกสิ่ง พระองค์ทรงมีอำนาจสูงสุดเหนือชีวิตและความตาย ถ้าพระเจ้าทรงอวยพรผมด้วยการมีคุณยายแล้วละก็ แน่นอนที่สุดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดตั้งแต่นาทีแรกที่คุณยายเกิด พระองค์จะทรงกำหนดเองว่าเมื่อไหร่จะเป็นเวลาสิ้นสุดของชีวิตท่าน ถ้าผมเชื่อมั่นในพระเจ้าอย่างแท้จริงและนมัสการพระองค์ผู้ทรงมีอำนาจสูงสุดแล้วละก็ ผมต้องไว้วางใจว่าพระองค์จะทรงควบคุมอยู่ในทุกสถานการณ์ แม้ว่าในเวลาที่มันไม่สมเหตุสมผลเลยก็ตาม

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ไบเบิ้ลเดิมได้กล่าวถึงโยบเมื่อเขาได้สูญเสียครอบครัวและความมั่งคั่งภายในวันเดียวกันนั้น ท่ามกลางความรู้สึกที่โหมกระหน่ำเข้ามาเมื่อได้รับข่าวร้ายนั้น โยบสามารถพูดออกมาได้ว่า “ข้าพเจ้ามาจากครรภ์มารดาของข้าพเจ้าตัวเปล่าและข้าพเจ้าจะกลับไปตัวเปล่า พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า”

พระเจ้าทรงรู้คำตอบของคำถามว่า “ทำไม” พระองค์ทรงรู้ถึงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับเราที่จะเกิดมาและเวลาที่ดีที่สุดที่จะกลับไปอยู่กับพระองค์ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ไบเบิ้ลได้กล่าวไว้อีกว่า “และแม้แต่ผมทุกเส้นบนศีรษะของท่านก็ทรงนับไว้ทั้งหมดแล้ว” (มัทธิว 10:30) เราจึงสามารถไว้วางใจในการตัดสินใจของพระองค์ได้ เพราะพระองค์ทรงใส่ใจเราอย่างที่สุด

แน่นอนที่สุดว่าเป็นการง่ายที่จะบอกคนอื่นเช่นนั้นมากกว่าที่จะเชื่อในสิ่งนี้เสียเอง มันยากที่จะบอกใจของคุณให้ยอมรับความจริงนี้ ในเมื่อมันเพิ่งผ่านความเจ็บปวดนี้มาหมาดๆ ในเวลาอย่างนี้สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือการจดจ่ออยู่กับความเชื่ออย่างมั่นคงในพระเจ้า ความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดและหวังใจว่าพระองค์จะทรงบรรเทาความเจ็บปวด, ความเศร้าเสียใจและความสับสนของเราออกไปในไม่ช้านี้

การตอบสนอง:โดยการไว้วางใจและมีความหวัง

เมื่อผมเริ่มต้นยึดแน่นกับความจริงนี้ ผมเริ่มเรียนรู้ความหมายที่แท้จริงของการไว้วางใจและการมีความหวัง ผมต้องไว้วางใจพระเจ้าอย่างง่ายๆเพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ไม่ใช่เพราะความเชื่อว่าพระองค์จะทรงทำให้ทุกสิ่งดีขึ้น สำหรับผมแล้วนั้นผมต้องไว้วางใจในพระองค์แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางความไม่เข้าใจว่า ทำไมคุณยายและพ่อตาของผมต้องจากไปอย่างกะทันหัน ในเวลาเช่นนี้ผมต้องวางใจว่าพระเจ้าทรงรู้ว่าพระองค์ทรงทำอะไรอยู่ ผมต้องยึดในความหวังนี้เพื่อว่าในวันหนึ่งทุกอย่างจะดูสมเหตุสมผลสำหรับผม แต่อาจไม่ใช่เวลานี้หรืออาจจะไม่ใช่ในทั้งชีวิตนี้ด้วย

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ไบเบิ้ลได้ย้ำเตือนผมว่า “ให้เราทั้งหลายรอคอยหวังใจในสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นและยังไม่ได้รับ” (โรม8:24-25) คำกล่าวนี้เป็นความจริง แม้ผมไม่รู้ว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น และไม่รู้ด้วยว่าผมและภรรยาจะหายจากความเจ็บปวดจากการสูญเสียอย่างมากมายนี้ได้อย่างไร สิ่งที่ผมมีก็คือความหวังว่าพระเจ้าจะทรงช่วยเราในเวลาของพระองค์และในทางของพระองค์ ซึ่งผมจะสามารถเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า

คุณก็กำลังเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ด้วยหรือเปล่าเช่น คุณอาจไม่เข้าใจว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับคุณ? คุณติดอยู่ในสถานการณ์ซึ่งไม่มีทางออกหรือเปล่า? หรือว่าหนทางในชีวิตของคุณมีแต่ย่ำแย่ลง? คุณกำลังถามคำถามว่าทำไมแต่ไม่ได้รับคำตอบใช่ไหม?

บางทีอาจไม่มีคำตอบสำหรับเวลานี้ หรืออาจไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าทำไม ในบางครั้งชีวิตของเราก็เป็นเช่นนี้ เมื่อเราเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้ เราต้องอยู่เหนือคำถามว่า “ทำไม” และเพียงจับจ้องไปที่ “พระเจ้า”ผู้ซึ่งเราสามารถแน่ใจได้ว่าพระองค์ผู้ทรงสร้างเรานั้นรักเรา และได้ทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของเรา พระเยซูผู้ซึ่งมีอำนาจในการควบคุมชีวิตของเรา ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยฤทธิ์อำนาจเหนือทุกสถานการณ์ในชีวิตของเรา และทรงรู้ว่า “ทำไม” ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเรานอกเหนือจากพระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งที่เราทำได้ก็คือไว้วางใจและเชื่อมั่นในพระองค์ผู้ทรงล่วงรู้หนทางข้างหน้าของเราและเดินไปกับเราทุกย่างก้าวในหนทางที่เราต้องเผชิญ

“ในทำนองเดียวกันพระวิญญาณทรงช่วยเราในยามเราอ่อนแอ เราไม่รู้ว่าเราควรอธิษฐานขอสิ่งใด แต่พระวิญญาณเองทรงอธิษฐานวิงวอนแทนเราด้วยการคร่ำครวญที่ไม่อาจหาถ้อยคำใดมาบรรยาย และพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจของเราทรงรู้พระทัยของพระวิญญาณ เพราะพระวิญญาณทรงอธิษฐานวิงวอนแทนประชากรของพระเจ้าตามพระประสงค์ของพระเจ้า และรู้ว่าในทุกๆสิ่งพระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์ คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ (โรม 8:26-28)

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง