วันที่ฉันเบื่อ! ที่จะต้องไปโบสถ์

วันที่ 11-11-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

the-day-i-got-tired-of-going-to-church
ผู้เขียน : Raphael Zhang, Singapore
ผู้แปล : ศิริอรทัย ลู
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

โอเค..มันไม่ใช่แค่วันเดียวที่ฉันรู้สึก แต่มันเป็นเวลาหลายปีแล้วที่ฉันมีความรู้สึกเบื่อหน่าย และก็ไม่เคยตั้งคำถามว่าเป็นเพราะอะไรทำไมถึงเบื่อ เบื่อการที่จะต้องไปโบสถ์ จนสุดท้ายแล้วฉันตัดสินใจที่จะเลิกไปโบสถ์แล้วก็เลิกไปกลุ่มเซลล์ด้วย

จนถึงการเรียนปีสุดท้ายของการสอบไล่ในมหาวิทยาลัยของฉัน ฉันรู้สึกเครียด จากการเรียนและก็รู้สึกกดดัน จนทำให้ฉันเกิดความรู้สึกว่า เบื่อหน่ายกับการที่จะต้องไปโบสถ์ด้วย

ความจริงแล้ว ฉันรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากทีฉันตัดสินใจที่จะเลิกไปโบสถ์ ฉันจำได้ว่าฉันควรเอาเวลาในการเดินทางไปโบสถ์นั้น มาเป็นเวลาที่ฉันจะได้นอนตื่นสาย และก็ไม่ต้องเร่งรีบที่จะไปโบสถ์ด้วยอาการสะลึมสะลือ และตาปรือๆเพราะอดนอน เพื่อที่จะไปให้ทันเวลานมัสการที่โบสถ์ และก็ไม่ต้องเสียเวลาไปประชุมกลุ่มเซลล์ หรือสามัคคีธรรมกับพี่น้องที่โบสถ์ นั่นหมายความว่าฉันสามารถเอาเวลา เหล่านี้ไปทำอะไรได้หลายอย่าง ฉันมีเวลาเพื่อตัวเองมากขึ้น และไม่ต้องกลัวที่จะขาดโบสถ์หรือกลุ่มเซลล์อีกต่อไป

เมื่อโบสถ์มาหาฉัน

ไม่ใช่ตัวอาคารที่เป็นโบสถ์ที่มาหาฉันแต่ฉันหมายถึงพี่น้องสมาชิกที่โบสถ์ต่างหาก ที่มาหาฉัน
มีพี่น้องสมาชิกสองกลุ่มที่มาหาฉัน ทั้งสองกลุ่มนี้แต่ละกลุ่มก็จัดเตรียมนัดแนะวันที่จะมาเจอกันเหมือนที่เคยทำมาเมื่อก่อน ในที่ๆเคยใช้เวลาด้วยกันอย่างมีความสุขสนุกสนาน บางครั้งก็มีโอกาส ฉลองงานวันเกิดให้กันด้วย ถึงแม้จะรู้ว่าฉันเลิกไปโบสถ์แล้ว แต่พี่น้องที่มา ก็พยายามที่จะหนุนใจอย่างสุภาพและนุ่มนวลเพื่อให้ฉันกลับไปโบสถ์อีกครั้ง

พวกเค้าไม่ได้กดดันหรือบังคับให้ฉันกลับไปโบสถ์ แต่พวกเขาเคารพในพื้นที่ส่วนตัวและการตัดสินใจของฉันไม่เคยล้ำเส้นฉัน และให้ฉันใช้เวลาในการตัดสินใจ แก้ไขปัญหาและตัดสินใจด้วยตัวฉันเอง ซึ่งจุดนี้ทำให้ฉันประทับใจพี่น้องเหล่านี้ เป็นอย่างมาก

ทุกๆครั้งที่นัดเจอกัน ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์ ผ่านทางพี่น้อง สมาชิกเหล่านั้น ฉันรู้สึกอบอุ่นและได้รับการยอมรับ มิตรภาพของพวกเค้าทำให้ฉันรู้สึกดี เมื่อได้ฟังพวกเค้าแบ่งปันเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวและการเดินกับพระเจ้าของพวกเค้าให้ฉันฟัง ฉันรู้สึกว่าฉันได้รับประสบการณ์ในการร่วมสามัคคีธรรมจากทูตสวรรค์ (ฮีบรู 10:24-25)

ในช่วงเวลาที่พวกเราเจอกันนั้นเพื่อนคนนึงก็ถามฉันขึ้นมาว่า ทำไมไม่เห็นฉันไปโบสถ์เลย ฉันบอกกับเธอย่างตรงไปตรงมาว่าการที่ไม่ได้ไปโบสถ์มันทำให้ฉันรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น ฉันก็รู้สึกเหนื่อยเมื่อคิดว่าต้องไปโบสถ์ และฉันก็บอกกับเธอว่า มันไม่ได้เป็นเพราะว่าทางโบสถ์หรือกลุ่มเซลล์ที่ทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้หรอกนะ แต่วิธีการที่ฉันเลือกทำมากกว่าที่ทำให้ฉันเหนื่อย

ถึงแม้ว่าในตอนแรกความจริงแล้วฉันมีความสุขมากที่ได้ไปโบสถ์เพราะการไปโบสถ์และเข้าร่วมกลุ่มกับพี่น้องจะทำให้ฉันรู้สึกถึง ความรักของพระเจ้าและคนของพระองค์ ไม่ใช่เพราะว่าทำไปเพื่อให้พระเจ้ารักฉันมากขึ้น ฉันจริงจังและเริ่มที่จะทำอะไรเพื่อพระเจ้ามากกว่าแค่การได้อยู่กับพระเจ้า ฉันหลงเข้าใจผิดว่า ถ้าฉันทำเพื่อพระเจ้ามากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งจะเป็นการพิสูจน์คุณค่าในตัวฉันมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ฉันได้รับความรักและความชอบธรรมจากพระเจ้ามากขึ้น ฉันทำแบบนี้สักพักฉันก็รู้สึกเหนื่อยล้าในสิ่งที่ฉันทำ ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงใช้กำลังของฉันมากเกินไป ฉันก็เริ่มบ่น เพราะสิ่งที่ฉันทำดูเหมือนจะเป็นการให้มากกว่าที่จะได้รับเสียอีก

การไปโบสถ์สำหรับฉันได้กลายเป็นภาระหน้าที่ ที่ฉันต้องรับผิดชอบรวมถึงการเข้าร่วมกลุ่มเซลล์ทุกสัปดาห์ด้วย และฉันเองก็ได้ใช้กำลังของตัวเองเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า ฉันเริ่มที่จะมองเห็นพี่น้องในโบสถ์ เป็นภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง ที่ทำให้ฉันสูญเสียเวลาและกำลังของฉันไป
สิ่งที่ฉันได้ทำมาทั้งหมดนี้ ฉันเห็นว่าพระเจ้าไม่ชอบฉันเลยและพระองค์ยังเข้มงวดกับฉันมาก พระเจ้าไม่เคยรักฉันและยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าพร้อมที่จะแสดงความโกรธและลงโทษฉันทุกครั้งที่ฉันทำผิดบาปหรือทำให้พระเจ้าผิดหวัง ฉันก็แค่คิดว่าฉันเองก็ทำอะไรเพื่อพระเจ้ามามากมายและหวังว่าจะได้รับความรักและความโปรดปรานจากพระองค์บ้าง

เมื่อครั้งที่ฉันยังเด็กและได้เติบโตขึ้นมา ฉันจำได้ว่าฉันไม่ค่อยได้รับกำลังใจจากพ่อแม่ของฉันเท่าไหร่นัก ถ้าฉันทำอะไรสักอย่างออกมาดี ก็ไม่เคยได้รับคำชมเชย ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าการทำดีก็เป็นแค่เรื่องธรรมดาเท่านั้นเอง แต่ถ้าหากฉันทำอะไรผิดพ่อแม่ของฉันจะแสดงออกถึงความไม่พอใจทันที จากประสบการณ์ที่ผ่านมาฉันได้รู้ว่าพ่อกับแม่แสดงออกกับฉันแบบนั้น ในมุมมองของฉันที่มองพระเจ้าก็เช่นกัน พระเจ้าก็น่าจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ทำให้ฉันตีความผิดไปว่านี่เป็นพระลักษณะของพระเจ้า

อย่างไรก็ตามในปี 2013 พระเจ้าเริ่มที่จะเปิดตาเปิดใจของฉันทำให้ฉันเข้าใจในพระลักษณะของพระเจ้าอย่างแท้จริง โดยผ่านการเป็นผู้ปรึกษาและเป็นผู้นำทางชีวิตให้กับฉัน ฉันเข้าใจแล้วว่าพระเจ้ามองฉันเป็นลูกที่มีค่าสำหรับพระองค์ และพระเจ้าไม่เพียงแต่รักฉันเท่านั้น แต่ยังได้มอบความสุขที่แท้จริงให้กับฉันซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสมบัติอันล้ำค่าให้กับฉัน ถึงแม้ว่าฉันจะมีความผิดพลาดและความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนมาแล้วก็ตาม พระเจ้าจะทรงชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วยพระคุณและความเมตตาของพระองค์และพระเจ้าจะคอยย้ำเตือนฉันเสมอถึงความรัก ของพระองค์ ในวันที่ฉันหลงผิดและกระทำความผิดบาป พระเจ้าทรงเรียกฉันกลับคืนมาสู่ทางที่ถูกต้อง ตอนนี้ฉันได้รู้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระเจ้าเป็นพ่อที่ดีและสมบูรณ์แบบที่สุด

การกลับไปที่โบสถ์

ในวันหนึ่งในปี 2014 ฉันคิดเรื่องที่จะกลับไปที่โบสถ์อีกครั้ง แต่ฉันไม่แน่ใจว่าฉันควรจะกลับไปที่โบสถ์เดิมหรือเข้าร่วมที่โบสถ์ใหม่ดี ขณะที่ฉันกำลังขบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นั้น ดูเหมือนว่าฉันจะได้ยินพระเจ้าพูดกับฉันว่า “พระเจ้าได้บอกให้ฉันออกจากโบสถ์เดิมหรือไม่?” แล้วในบ่ายวันเดียวกันนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าก็สัมผัสใจของฉัน ทำให้ฉันตัดสินใจส่งอีเมล์ไปให้สมาชิกในกลุ่มเซลล์ของฉันทันทีพร้อมบอกขอโทษสำหรับการออกจากกลุ่มเซลล์ และอยากเริ่มต้นใหม่ในการสามัคคีธรรมกับพวกเขา

ในอีกไม่กี่เดือนต่อมาฉันก็ค่อยๆตัดสินใจกลับเข้ามาในกลุ่มเซลล์และเข้าร่วมในคริสตจักรอีกครั้ง กลุ่มเซลล์มีความยินดีมากที่ฉันกลับเข้ามาในกลุ่ม และฉันริ่มรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองกับพวกเขา ฉันมีความความมุ่งมั่นในหัวใจของฉันที่จะให้ความรักและดูแลเอาใจใส่พวกเขาเพราะพวกเขาคือครอบครัวของพระเจ้า ที่ฉันตัดสินใจทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะทำเพื่อให้ได้รับความรักจากพระเจ้า แต่เพราะรู้ว่าพระเจ้าให้ความรักกับฉันก่อน ทำให้ฉันรู้จักให้ความรักกับคนอื่นๆ และนี่คือการแสดงออกของความรักของฉันต่อพระองค์ (1 ยอห์น 4: 19-21)

ฉันมีความเข้าใจมากขึ้นว่าการไปโบสถ์และเข้าร่วมกลุ่มเซลล์ทำให้เรามีโอกาสที่จะเข้าใจถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีให้ กับเราและเรียนรู้ที่จะแบ่งปันความรักของเราให้กับคนอื่นด้วย (เอเฟซัส 4: 1-6) แต่ฉันได้เรียนรู้จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านมา ว่ามันมีเป็นไปได้ว่าคนที่ไปโบสถ์แต่ไม่ได้เติบโตในเรื่องความสัมพันธ์กับพระเจ้า ดังนั้นการไปโบสถ์ไม่ใช่เพียงแค่ เอาตัวเราเข้าไปนั่งในโบสถ์เท่านั้น ให้เรารู้ไว้ด้วยว่าเราต้องทำตัวเราให้เป็นเหมือนคริสตจักรของพระเจ้าด้วยเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ฉันให้พรแก่ผู้อื่นด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ตามพระวาทะของพระเยซูคริสต์ พระองค์ตรัสว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กิจการ 20:35) ฉันกำลังมีความสุขโดยการแบ่งปันและการให้ความรักกับคนอื่นๆ

เช่นเดียวกับเพื่อนของฉันที่พวกเขาเป็นเหมือนคริสตจักรสำหรับฉัน พวกเขาได้ช่วยเหลือฉันในช่วงที่ฉันกำลังหลงทาง ซึ่งตัวฉันเองต้องการที่จะเป็นคริสตจักรเพื่อช่วยคนอื่นที่หลงทางด้วยเช่นกัน ความรักของพระเจ้าอาจจะสัมผัสใจพวกเขาให้เข้าใกล้กับพระเจ้ามากยิ่งขึ้น

จากเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับฉัน นี่ไม่ใช่เหรอที่เป็นการไปโบสถ์ที่มีความหมายอย่างแท้จริง!

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง