ทำไมพระเจ้าสร้างโลกนี้ทั้งที่รู้ว่าโลกนี้กำลังจะพินาศไป

วันที่ 18-11-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

why-did-god-create-a-world-that-he-knew-was-going-to-go-wrong-eventually
ผู้เขียน : Leslie Koh, Singapore
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

คำนำที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ ผมแก้ไขมา 3 ครั้งแล้ว ครั้งที่ 2 ผมเขียนไปได้ 2 บรรทัด แล้วก็ลบออก เพราะจับต้นชนปลายไม่ถูกและไม่รู้ว่าจะไปจบที่ตรงไหน

ถึงแม้ว่าผมจะใช้เวลาเขียนบทความนี้นานถึง 2-3 ชั่วโมง แต่ผมก็สามารถที่จะลบบทความที่เขียนขึ้นนี้ ได้อย่างง่ายดาย ผมหมายถึงทำไมจะต้องเขียนต่อในเมื่อมันไม่รู้ว่ามันจะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ

มันยิ่งทำให้ผมสงสัยว่า “ทำไมพระเจ้าไม่ทำแบบนั้นคือลบสิ่งที่พระองค์สร้างบ้าง?” เพราะว่าเมื่อพระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์,แผ่นดินโลกและสิ่งสารพัดบนโลกใบนี้ ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ไบเบิล จากพระธรรมปฐมกาล ได้กล่าวคำว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” ถึง 7 ครั้ง และจากนั้นความผิดบาปก็เกิดขึ้น (เหตุเกิดจากอดัมและเอวาเป็นต้นมา) จนมาถึงตอนนี้ พวกเราอาศัยอยู่ในโลกที่ช่างห่างไกลกับคำว่า “สมบูรณ์แบบ” เหลือเกิน

ตอนนี้เรารู้ว่าพระเจ้าทรงสัพพัญญู พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งและทรงเห็นทุกอย่าง พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดิม เหมือนเช่นในสมัยปฐมกาล ปัจจุบันและในอนาคต นั่นหมายถึงพระองค์ทรงรู้ว่าอดัมและเอวา จะไม่เชื่อฟังพระองค์และล้มลงในความบาป ทั้งยังทรงรู้ว่าความบาปนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับอดัมและเอวาเท่านั้น แต่มันกำลังเกิดขึ้นต่อมวลมนุษยชาติในยุคนี้อีกด้วย

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ทำไมพระเจ้าไม่ทรง “ลบ” ความบาปออกไปจากโลกใบนี้แล้วสร้างโลกใบใหม่อีกครั้ง หลังจากที่พระองค์ทรงสร้างมาทั้งหมด 6 วัน คงไม่ยากเกินไปสำหรับพระเจ้าที่จะทรงลบออกแล้วสร้างใหม่ แน่นอนว่าถ้าเราจะตั้งคำถามแบบนั้น ผลลัพธ์ของการทรงสร้างโลกและมนุษย์ในครั้งที่ 2 ก็อาจจะเป็นเหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตามคำถามคือ พระเจ้าทรงสนพระทัยหรือไม่? แล้วทำไมจึงต้องสร้างโลกนี้ ในเมื่อทรงรู้ว่าโลกนี้กำลังจะพินาศไป

สิ่งแรก คือ คำปฏิเสธ…
ผมจะไม่เสแสร้งทำเป็นว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ฉลาดหลักแหลมสุดๆ แต่คงเพราะมันเป็นคำถาม ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในหมู่พวกเราที่เป็นคริสเตียนและผมคงจะไม่พยายามสร้างความประทับใจ ด้วยการบอกว่าผมอ่านพระคัมภีร์อย่างละเอียดด้วยความระมัดระวัง และผมตัวผมรู้จักเกี่ยวกับพระคัมภีร์, มีเหตุมีผล และศึกษาเกี่ยวกับศาสนศาสตร์มาพอสมควร ฟังดูเหมือนจะเป็นการอธิบายเยอะแยะมากมาย ซึ่งความจริงแล้วผมอ่านแค่นิดเดียวเท่านั้นเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับคำถามที่กำลังถกเถียงกันอยู่นี้ เพื่อที่จะสร้างขอบเขตของความเข้าใจของตัวผมเองนี้ใหม่อีกครั้ง

และผมก็ไม่ได้มองหาคำตอบที่สามารถจะอุดช่องโหว่ของคำถามนี้ เพราะแม้แต่ผู้ที่ต่อต้านพระเจ้าแบบสุดๆหรือ พวกที่ชอบเยาะเย้ยถากถางคริสเตียนเป็นอย่างมากก็ยังไม่สามารถที่จะอุดช่องโหว่หรือรอยรั่วของคำถามนี้ได้ ไม่เลย, จริงๆแล้วผมกำลังมองหาคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่า , ทัศนคติใหม่ๆหรือ ความเป็นไปได้ ในคำตอบนั้น เมื่อเราอ่านในพระคัมภีร์โดยรวมแล้วไม่มีบันทึกไว้อย่างแน่ชัดว่า ทำไมพระเจ้าจึงตัดสินใจที่จะเดินหน้าสร้างมนุษย์ผู้ไม่สมบูรณ์แบบต่อ ทั้งๆที่ทรงรู้ว่ามนุษย์นั้นจะทรยศพระองค์ หรือทำไมจึงทรงสร้างโลกนี้ ในเมื่อทรงรู้ว่าโลกนี้กำลังจะพินาศไป

ก่อนที่เราจะลงลึกไปสู่คำถามที่ว่า ทำไมพระเจ้าทรงตัดสินใจและดำเนินการสร้างโลกนี้ อย่างไรก็ดีผมค้นพบวิธี ที่กระชับและกำหนดขอบเขตในการหาคำตอบให้แคบลง โดยเจาะจงพิจารณาเฉพาะ 2-3 ตัวเลือก เพื่อที่จะอธิบาย ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเฉกเช่นคริสเตียนทั่วๆไปผมยังคงยึดถือบนพื้นฐาน 2 ข้อ คือ พระเจ้าทรงแสนดี และ พระองค์ทรงสมบูรณ์แบบ

แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ลองมาดู 3 ตัวเลือก
“หนึ่ง” คือพระเจ้าทรงสร้างโลกนี้ออกมาได้สมบูรณ์แบบแต่เมื่อความบาปเกิดขึ้นจึงต้องส่งพระบุตรองค์เดียว ลงมา เพื่อช่วยให้การทรงสร้างนี้กลับมาสมบูรณ์แบบอีกครั้ง ในพื้นแผ่นดินโลกนี้มันอาจจะดูเหลือเชื่อ แต่ในปฐมกาล บทที่ 1 ไม่ได้บอกเราว่าพระเจ้าทรงคาดหวังว่าจะเกิดปัญหาขึ้นแต่อย่างใด เราสามารถจินตนาการณ์ได้ว่า พระเจ้าทรงพยักหน้าด้วยทรงพอพระทัยในการทรงสร้างทั้ง 6 วันนั้น และทรงตรัสว่า “ดี” จากนั้นก็ทรงถอนหายใจด้วยความเศร้าพระทัยเมื่ออาดัมและเอวากัดกินผลไม้ต้องห้ามนั้น

แต่ถ้าเราจะบอกว่าการทรงสร้างนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงสูญเสียการควบคุม ของผลิตผลที่พระองค์ได้ทรงสร้าง เพื่อรักษาสมมติฐานนี้ ในข้อที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์และทรงสัพพัญญู ผมรู้สึกว่าผมต้องตัดตัวเลือกนี้ออกไปก่อน ถ้าพระเจ้าไม่ได้ทรงควมคุมทุกอย่างจริงๆ ถ้างั้นสิ่งที่ผมเชื่อและสันนิษฐานมาทั้งหมดนี้ คงต้องยกเลิกออกไปก่อน แล้วอะไรต่อไป!

“สอง” คือพระเจ้าทรงสร้างทุกอย่างขึ้นรวมถึงความบาปที่เกิดขึ้นพระองค์ก็ทรงทราบ ทั้งนี้เพื่อ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ จะได้ลงมาบนโลกนี้เพื่อที่จะได้สำแดงพระสิริของพระเจ้า ความคิดนี้อาจดูเหมือนจะสอดคล้องกับเหตุผลที่พระเจ้าทรงสร้างโลกและมนุษย์ (“ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้าและภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์” – สดุดี 19:1 )
มันแสดงให้เราเห็นว่า ผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ พระเจ้าและได้ทรงจัดการทั้งหมด พระองค์ทรงรู้ว่ามนุษย์จะทำบาปและเพื่อพระองค์จะได้ส่งพระบุตรของพระองค์ลงไปสำแดงความรัก และความเมตตาของพระองค์

เว้นเสียแต่ว่า… นี่อาจจะเป็นเหมือนการคาดเดาว่า “พระเจ้าทรงสร้างบาป?” พระองค์ทรงกระทำทุกอย่างที่ดี เพื่อจงใจจัดฉากขึ้นและเพื่อที่พระองค์จะได้ทรงสำแดงความเมตตาและพระคุณของพระองค์ และนั่นดูเหมือนจะบิดเบือนไปจากพระคัมภีร์ แต่สิ่งที่ยืนยันชัดเจนแน่ๆว่าพระเจ้าทรงกระทำสิ่งที่ดี อยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ไบเบิ้ลนี้ (สดุดี 107: 1, 1 ทิโมธี 4:4 , ยากอบ 1:17) จึงต้องขอยกเลิกตัวเลือกนี้ไป

“สาม” คือ พระเจ้าทรงสร้างสิ่งที่รู้ว่าวันหนึ่งสิ่งนั้นจะต่อต้านพระองค์ แต่พระองค์ก็ยังจะสร้างมันต่อไป ตัวเลือกที่สามนี้ช่วยให้เราสันนิษฐานได้ว่าพระเจ้าทรงแสนดีและสมบูรณ์แบบ ก็เหมือนมีพ่อแม่ที่ดี มีลูกที่ดีและสมบูรณ์แบบ และวันหนึ่งลูกคนนั้นกลายเป็นกบฏและต่อต้านไม่เชื่อฟังพ่อแม่ แน่นอนว่าตัวเลือกนี้ จะทำให้เรากลับไปที่คำถามเดิมว่า : ตั้งแต่พระเจ้าทรงสร้างโลกพระองค์ทรงรู้ว่าโลกนี้จะต่อต้าน และไม่เชื่อฟังพระองค์ แต่ทำไมพระองค์จึงจะยังทรงสร้างโลกนี้ต่อ?

คุณอาจจะมีการโต้แย้งในเรื่องนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด (และข้อถกเถียงอีกมากมาย) อาจจะมากกว่านี้และยาก ที่จะหาข้อสรุปที่ชัดเจนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับให้ได้มากที่สุด แต่เมื่ออ่านตามสามตัวเลือกนี้ ผมก็รู้สึกว่าผมพบคำตอบของความน่าจะเป็นและคำตอบที่สมเหตุสมผลและที่สำคัญที่สุดคือมีความสอดคล้องกับสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับพระเจ้า มีหลายที่คำตอบไม่จำเป็นต้องตอบให้กับคำถามที่ยาก ผมพบมุมมองบางอย่างที่ช่วยให้ได้คำตอบในคำถามนี้ ขอพวกคุณช่วยตัดสินด้วย!

1. เพราะพระเจ้าทรงสำแดงให้เห็นถึงพระสิริ,ความรัก,ความเมตตาและพระคุณของพระเจ้า
ฟังดูแล้วเหมือนจะมีมากกว่าสองทางเลือก แต่มีหนึ่งทางเลือกที่แตกต่าง : พระเจ้าไม่ได้ทำให้มนุษย์ล้มลง ในความบาป (เพราะมันอาจจะชี้แนวทางให้เข้าใจว่าพระเจ้าทำให้มนุษย์เป็นคนบาป) ผมเข้าใจว่าพระองค์ทรงรู้ว่ามนุษย์กำลังจะล้มลงในความบาปและทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้นเพื่อที่เราจะได้เห็น พระสิริและมีประสบการณ์ในพระคุณและความรักของพระองค์

พระคัมภีร์บอกเราว่าจุดประสงค์ที่ดีที่สุดของพระเจ้าในทุกอย่างคือที่พระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวทรงเป็น ผู้ลบล้างทุกอย่างและเพื่อที่จะเป็นที่ถวายเกียรติยศแด่พระบิดานั่นเอง “ซึ่งได้ทรงประทานแก่เราอย่างเหลือล้นให้มี ปัญญาสุขุมและมีความเข้าใจ พระเจ้าได้ทรงโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์ตามพระเจตนารมณ์ ของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงดำริไว้ในพระคริสต์ ประสงค์ว่าเมื่อเวลากำหนดครบบริบูรณ์แล้วพระองค์จะทรงรวบรวมทุกสิ่งทั้งที่อยู่ในสวรรค์และในแผ่นดินโลกไว้ในพระคริสต์” (เอเฟซัส 1: 8-10)

มันไม่ยากเลยที่จะหาความหมายที่สมบูรณ์ ของคำว่า พระสิริของพระเจ้านั้นหมายถึงอะไร รวมถึงความยิ่งใหญ่ ของพระเจ้าและพระลักษณะทั้งหมดของพระองค์ด้วย อันได้แก่ ความบริสุทธิ์ยุติธรรม, ความรักความเมตตา และพระคุณ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ประจักษ์ผ่านทางเรื่องราวของการทรงสร้างโลก ที่เราเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและอำนาจ ผ่านการพิพากษาของพระองค์ จากบาปของเรา จะเห็นความยุติธรรมและความบริสุทธิ์ของพระองค์ และผ่านการทรงไถ่ของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน เราจะเห็นพระบิดาของความรักความเมตตาและพระคุณพระเจ้า

ดังนั้น คุณอาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงให้ทางเลือกแก่มนุษย์ที่จะเชื่อฟังและทำหน้าที่ ตามพระประสงค์ของพระเจ้า หรือกบฏต่อพระองค์ แน่นอนว่านั่นอาจจะทำให้เกิดคำถามว่า : พระสิริของพระเจ้าจะเป็นที่ประจักษ์มากขึ้นถ้าพระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้โลกนี้กบฏหรือต่อต้านต่อพระองค์? หรือในอีกทางหนึ่ง จำเป็นด้วยหรือที่มนุษย์จะต้องล้มลงในความบาปก่อน พระสิริของพระเจ้าจึงจะสำแดง ?

ผมเชื่อว่าคำถามพวกนี้เป็นเพียงสมมติฐานที่อาจจะเกินไป เพื่อจะทำให้เราได้รับคำตอบที่น่าพอใจ และเราอาจจะไม่พอใจและต้องการที่จะรู้ว่าทำไมพระเจ้าไม่ทรงสำแดงพระสิริของพระองค์ในทางอื่น แต่เราก็ยังคงจะต้องจำไว้ว่าพระองค์ไม่ได้ทำให้มนุษย์ล้มลงในความบาป แต่เป็นเพราะอดัมและเอวาเลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้าด้วยตัวของเขาเอง ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ได้เกิดขึ้น จึงมีผลต่อเราเรื่อยมา ทำให้เราได้เห็นและเข้าใจถึงพระสง่าราศีของพระเจ้าและความยุติธรรมของพระองค์
และทำให้เราได้สัมผัสกับความรักและพระคุณของพระองค์ด้วย

2. เพราะว่าพระองค์ทรงต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเราทั้งหลายที่เป็นมนุษย์
หากเราคิดอย่างนี้ว่า พระเจ้าไม่จำเป็นต้องสร้างโลกนี้ หรือทรงสร้างมนุษย์อย่างเรา เพราะด้วยความสมบูรณ์แบบของพระองค์ พระองค์ไม่จำเป็นที่จะต้องให้โลกนี้หรือมนุษย์มาสนุบสนุน ความเป็นพระเจ้าหรือไม่จำเป็นที่จะต้องให้ใครมาเห็นยกย่องในพลังอำนาจของพระองค์ เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงโดดเดี่ยว แต่ทรงเป็นตรีเอกานุภาพ คือ ทรงเป็นพระบิดา,พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์

แต่ที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ก็เพราะว่าพระองค์ทรงอยากจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเรา พระองค์จะทรงหยุดการทรงสร้างจักรวาลนี้โดยสร้างแค่ ดิน,พืชและสัตว์ แค่นั้นก็ได้ (และเพื่อที่จะมีวันหยุดสุดสัปดาห์เพิ่มเป็นสองวัน) แต่พระองค์ก็ยังทรงสร้างมนุษย์ต่อในวันที่หก แล้วการทรงสร้างมนุษย์แตกต่างอย่างไร? เพราะว่าเราถูกสร้าง “ตามพระฉายาของพระเจ้า” (ปฐมกาล 1:27)
ซึ่งแตกต่างจากการทรงสร้างสิ่งอื่นๆของพระองค์ เรามีบางส่วนตามพระฉายาของพระเจ้าซึ่งนั่นช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพระองค์ได้ ซึ่งในขณะที่การทรงสร้างสิ่งอื่นๆไม่สามารถมีได้อย่างมนุษย์ พระองค์ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเรา ในปฐมกาล 1:31 หลังจากที่ทรงสร้างมนุษย์แล้วพระเจ้าตรัสว่า “มันเป็นเรื่องที่ดีมาก” เมื่อเทียบกับการทรงสร้างในวันก่อนหน้านี้ทรงตรัสเพียงแค่ “ดี” เท่านั้น

ทำไมพระเจ้าทรงสร้างโลกนี้ถึงแม้พระองค์จะทรงรู้ว่าโลกจะตกต่ำลง? เพราะพระองค์ต้องการ ที่จะมีความรักและความสัมพันธ์ที่กับมนุษย์ และก็พร้อมที่จะมีความอดทนต่อมนุษย์, ให้อภัยและมีเมตตาเมื่อมนุษย์ล้มเหลว เปรียบเทียบกับคู่สามีภรรยาที่มีลูก พวกเขามีกันและกันอยู่แล้วแต่ต้องการที่จะมีมิตรภาพที่ดีอย่างอื่นเพิ่มขึ้นและเพื่อที่จะให้ครอบครัวสมบูรณ์แบบและแม้ว่าพวกเขารู้ว่าเด็กคนนี้จะซน,มีข้อบกพร่องและดื้อรั้น แต่ความหวังและความสุขที่เด็กคนนี้นำมาให้ ก็มีค่ามากกว่าที่จะทำให้ลบลืมความเสียใจ และความเจ็บปวดนั้นได้

แน่นอนว่า เราสามารถถามได้อีกว่า : เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงสร้างมนุษย์ไม่ให้ทำบาป? พระองค์ทรงให้พวกเขาเลือกทำไม?

3. เพราะทรงให้อิสระในการเลือกจึงจะได้รับความรักที่แท้จริง
ทำไมคู่แต่งงานเลือกที่จะมีลูกแทนที่จะมีหุ่นยนต์ คำตอบก็ง่ายมากเพราะว่าหุ่นยนต์ไม่สามารถ ที่จะรักเราตอบได้ เพราะว่าในความสัมพันธ์นั้นมีความหมายมาก ไม่ใช่เพียงแค่เมื่อฝ่ายหนึ่งรักและอีกฝ่ายหนึ่งต้องรักตอบ แต่ยังหมายถึงทั้งสองฝ่ายเลือกที่จะยึดมั่น ในความรักนั้น และความรักก็ไม่สามารถที่จะบังคับกันได้ ไม่อย่างงั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับ ทาสถูกบังคับให้มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้านาย

ทำไมบิดาในเรื่องที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีในเรื่อง “คำอุปมาเรื่องบุตรหายไป” จึงดีใจมากเมื่อได้เห็นลูกชายของตนกลับมา(ลูกา 15:11-24) เพราะว่าบุตรนั้นได้รับประสบการณ์ ด้วยตัวเอง,ได้กลับใจใหม่และเลือกที่จะกลับไปหาบิดาของเขาด้วยตัวเขาเอง ฝ่ายบิดาเองก็ไม่ได้บังคับและไม่ได้ติดสินบนเพื่อที่จะให้ลูกชายของตนกลับมาแต่อย่างใดนั่นคือสิ่งที่ทำให้การกลับใจของบุตรผู้หลงหายและความรักทที่เขามีต่อบิดานั้นมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น สำหรับบิดานั่นเอง

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพระเจ้าทรงเรียกเราว่า “ลูก” และไม่ใช่ทาสรับใช้ เพราะว่าถ้าพระองค์ทรงสร้างและออกแบบมนุษย์มาเพื่อให้เราเชื่อฟังพระองค์ “ความรัก” ของเราและ “ความสัตย์ซื่อ” ของเราก็ไม่มีความหมายอะไรต่อพระองค์ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะพระองค์ต้องการที่จะให้เราตัดสินใจที่จะรักพระองค์กลับ ด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นพระองค์ทรงสร้างให้เรามีอิสระที่จะเลือกและสามารถตัดสินใจเองได้ว่าจะเลือกติดตามพระองค์หรือไม่

นั่นอธิบายได้ว่าทำไมพระเจ้าทรงใส่ความรู้ดีรู้ชั่วในต้นไม้แห่งชีวิตในสวนเอเดน (ปฐมกาล 2:17) และทำไมพระเจ้าจะต้องปลูกต้นไม้นี้ ? นั่นเป็นอีกหนึ่งคำถามที่เกิดขึ้นบ่อยๆกับผม พระเจ้าไม่ทรงรู้หรือว่ามันจะเป็นการยั่วยวนอดัมและเอวาให้อยากลอง? และพระองค์ไม่ทรงรู้หรือว่าพวกเค้าจะต้องกินผลไม้นั้น? ผู้สอนพระคัมภีร์บางคนก็ให้ความหมายว่า ต้นไม่แห่งชีวิตนี้แสดงถึงทางเลือกที่พระเจ้าทรงให้กับอดัมและเอวา และมันง่ายที่จะบอกว่า “เพื่อป้องกันที่พวกเจ้าจะบ่นว่าเรา พวกเจ้าไม่มีทางเลือกนอกจากเชื่อฟังเรา” แทนที่พระองค์จะทำอย่างนั้น แต่พระเจ้ากลับทรงให้ทางเลือก “เราอยากจะให้ความชัดเจนแก่พวกเจ้า คือพวกเจ้าสามารถเลือกได้ โดยเป็นการตัดสินใจของพวกเจ้าเอง” ต้นไม้แห่งชีวิตจึงเป็นหนึ่งในบททดสอบของพระองค์

(ถ้าเรายืนยันว่าพระเจ้าไม่เป็นธรรมในการวางสิ่งล่อใจนี้ในสวนเอเดน ถ้างั้นเราควรพิจารณาความคิดนี้: ในสวนนั้นอาจจะมีต้นผลไม้เป็นพันๆต้น (หรืออาจจะมากกว่านั้น) มีต้นผลไม้ที่อาดัมและเอวาสามารถกินได้ แต่ทำไมต้องกินจากต้นไม้แห่งชีวิตต้นต้องห้ามนี้ด้วย)

นักเขียนชาวคริสเตียน แม็กซ์ ลูคาโด (Max Lucado) จากหนังสือของเขา เรื่อง “ในสายตาของพายุ (In the Eye of the Storm)” ได้วาดภาพเหมือนที่สวยงามมาก เป็นภาพในวันที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ทรงใส่ “เมล็ดพันธุ์ของทางเลือก” ในก้อนดินที่จะนำไปสู่การมีชีวิต ทูตสวรรค์ดูและถามว่านี้คือการตัดสินใจที่ชาญฉลาดแล้วหรือ และพระเจ้าตอบของโดยการแสดงให้ทูตสวรรค์เห็นอนาคตว่า ต่อไปในภายหน้ามนุษย์จะทำการกบฏ, ไม่เชื่อฟังพระเจ้าและลืมการทรงสร้างของพระองค์

“มันจะไม่ง่ายกว่าเหรอที่จะไม่ใส่เมล็ดพันธุ์นั้น ? มันจะไม่ง่ายกว่าเหรอที่จะไม่ให้ทางเลือก? ” ทูตสวรรค์ถาม “ใช่มันง่ายกว่า” พระเจ้าตอบกลับ “แต่การที่ทรงให้ทางเลือกนั้นมันคือการที่พระองค์จะได้รับความรัก.”

มันกลับกลายเป็นความเชื่อที่มีต่อพระลักษณะของพระเจ้า หากคุณยังไม่เชื่อจากทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมาแล้วนั้น ผมจะไม่โทษคุณ เพราะมันยากที่จะเข้าใจในเมื่อในหัวของเรา ยังเต็มไปด้วยคำถาม ความขัดแย้งของเหตุและผลในหัวของเรายังคงมีอยู่ และยังคงมีคำถามมาเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด คำถามที่ว่า “แล้วทำไมพระองค์ไม่…?” มักจะมีคำตอบที่ทำให้เราเกิดคำถามของแต่ละคำตอบขึ้นมาอีกไม่ต่ำกว่า 10 คำถาม จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เรากำลังตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบที่เกินความเข้าใจของมนุษย์

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ไบเบิ้ล พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 29:29 กล่าวว่า “สิ่งลี้ลับทั้งปวงเป็นของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ทั้งหลายแต่สิ่งทรงสำแดงนั้นเป็นของเราทั้งหลายและของลูกหลานของเราเป็นนิตย์เพื่อเราจะกระทำตามถ้อยคำทั้งสิ้นของกฎหมาย นี้” สิ่งที่เราคิดมากกันอยู่นี้เป็นสิ่งที่ไม่มีวันที่มนุษย์อย่างเราทั้งหลายจะเข้าใจถึงการกระทำและการตัดสินบางอย่างของพระเจ้า แต่ผมเชื่อว่าเหตุผลทั้ง 3 ทางเลือกที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นได้ให้ทัศนคติในการที่จะเข้าใจว่า ทำไมพระเจ้าจึงยังทรงดำเนินการทรงสร้างของพระองค์และทำให้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่ตัวเลือกที่กล่าวข้างต้นอาจจะไม่ค่อยเชื่อมโยงกันนัก แต่มันช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำและตัดสินใจนั้นได้สอดคล้องกับพระประสงค์ และพระลักษณะของพระองค์

ผมตั้งใจและพยายามที่จะเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนผมบอก แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะเข้าใจพระเจ้า (เพราะหน้าที่ที่พระเจ้าทรงกระทำอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครก็สามารถทำได้) คุณก็คงเหมือนกัน เราอาจจะยังไม่เข้าใจทุกอย่าง (อย่างน้อยก็ตอนนี้) ว่าพระเจ้าทรงกระทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วแต่อะไรที่จะสามารถช่วยให้เราเห็นและเข้าใจจากมุมมองของพระเจ้า และอะไรคือทางเลือกของพระองค์และถ้าเรารู้จักพระเจ้าดีเราจะเชื่อฟังและเข้าใจว่าสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นสอดคล้องและ สมเหตุสมผลที่สุด และจากพระลักษณะของพระเจ้าแล้วพระองค์ทรงรู้ว่าทรงทำอะไรอยู่

ในเรื่องของการทรงสร้างนั้นเราอาจจะยอมรับได้อย่างง่ายดายว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำอยู่นั้นสอดคล้องกับพระลักษณะ ของพระองค์ ดูได้จากการที่พระเจ้าทรงแสนดี,ทรงเป็นความรักและสมบูรณ์แบบ เหล่านี้เป็นสมมติฐานที่ผมได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นและพระองค์ทรงเป็นผู้เดียวที่ยังคงยึดมั่นในมนุษย์แม้ว่ามนุษย์จะ “ไร้เหตุผล” นั่นเพราะว่าพระองค์ทรงแสนดี,ทรงเป็นความรักและสมบูรณ์แบบนั่นเอง

ในบทความเรื่อง “ความกดดันกับการพิสูจน์ความเป็นคริสเตียน” ซึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขข้อพิพาทของคริสเตียน โดย ไคลีย์ บัทท์ (Kyle Butt) ซึ่งได้รับผลตอบรับจากการอภิปรายค่อนข้างดีมาก คือไม่มีทางที่เราเฉกเช่นมนุษย์ซึ่งมีขอบเขตที่จำกัด จะเข้าใจพระเจ้าได้ทั้งหมดว่าทำไมพระองค์จึงทรงสร้างมนุษย์ ซึ่งสรุปได้ว่า : “พระลักษณะของพระเจ้าคือพระองค์ทรงสัพพัญญู, ทรงชอบธรรมและทรงเป็นความรัก และความรักของพระองค์นั้นเป็นพื้นฐานที่จะสรุปได้ว่ามีเพียงพระองค์เท่านั้นที่จะทรงรู้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับโลกนี้ เมื่อเราเข้าใจอย่างถูกต้องตามพระคัมภีร์ จะทำให้เราเห็นภาพที่สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบจากความชอบธรรมของพระเจ้า ในเรื่องที่เกี่ยวกับทางเลือกในการทรงสร้างมนุษย์ของพระองค์”

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง