คริสเตียนควรมองโลกในแง่ดีหรือเกลียดชังผู้อื่น?

วันที่ 23-11-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

should-christians-be-optimistic-or-cynical
ผู้เขียน : M.D. Valley, Africa
ผู้แปล-เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ในปีที่ก่อนหน้านี้ ฉันมักจะเปลี่ยนบุคลิกของตัวเองไปมาอยู่บ่อยครั้ง ระหว่างการเป็นคนมองโลกในแง่ดี
แต่แล้วจู่ๆก็หันกลับมาเกลียดชังผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างที่ฉันต้องการอย่างสุดชีวิต ฉันจดสิ่งนั้นไว้ในหัวแล้วจะทุ่มเทกำลังอย่างเต็ม 110% พร้อมกับอธิษฐานอย่างหนักให้กับสิ่งนั้น

แต่เมื่อไหร่ก็ตามสิ่งที่ฉันหวังไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตั้งใจไว้ ฉันจะแสดงออกเหมือนเด็กใจแตกที่พ่อแม่ตามใจ จนเสียคนเมื่อไม่ได้ขนมก็จะร้องไห้ฟูมฟาย ในช่วงเวลาที่ฉันมีความรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก และบางครั้งก็มีความน้อยเนื้อต่ำใจต่อว่าพระเจ้า แล้วก็คอยบอกตัวเองว่ามันดีกว่าถ้าฉันจะมองโลกในแง้ร้ายแทน ที่จะเป็นคนดี หลังจากนั้นฉันก็มีความคิดว่าการมองโลกในแง่ดีมันไม่ได้รับผลที่ดีเท่าไหร่นัก

เพื่อนของฉันคนหนึ่งได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวของเขาว่าทุกสิ่งที่เขาทำนั้นเขาจะทำมันให้ดีที่สุด แต่มักจะล้มเหลวในทางปฎิบัติ เค้าให้เหตุผลว่า : เมื่อเค้าคาดหวังว่ามันจะออกมาแย่ที่สุด มันช่วยปกป้องเราจากความรู้สึกผิดหวังอย่างมากได้ เมื่อสิ่งที่เราทำไม่ได้ผลออกมาอย่างที่หวังไว้

แตไม่ใช่สำหรับฉัน ในกรณีของฉันนั้น เมื่อใดก็ตามที่ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง ฉันจะถูกหลอกหลอน ด้วยความคิดที่ว่าบางทีความปราถรถนาของฉันอาจจะเป็นจริงได้ถ้าฉันฝึกมองโลกในแง่ดีให้ได้มากกว่านี้
ทั้งหมดนี้ ถ้าชายตาบอดคนนั้นไม่ได้ร้องไห้หาพระเยซูคริสต์เพื่อขอพระเมตตาจากพระองค์ ที่จะทรงรักษาเขาให้หายจากตาบอด บางทีพระเยซูคริสต์อาจจะเสด็จผ่านไปเลยก็ได้ ถ้าชายตาบอดคนนั้นมัวแต่นั่งจมอยู่กับความพิการของตนและไม่เชื่อว่าพระเยซูจะสนพระทัยในตัวเค้า
และไม่มีความหวังใจในพระองค์เลย เค้าคงจะไม่ได้รับการรักษาให้หายจากตาบอด (ลูกา 18:35-42)

เมื่อเวลาผ่านไป ฉันได้รู้ว่านั่นคือรากฐานแห่งความสุขโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าเราจะต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีหรือร้ายเพราะยังไงก็คงเหมือนกัน เราต่างก็ต้องการสิ่งที่เราหวังไว้แต่ไม่สมหวัง แล้วเราจะทำยังไงกับรากฐานแห่งปัญหานี้?

คำตอบง่ายๆคือ “ความหวัง”

เซ็ช (Czech) นักเขียน และ นักปรัชญา แว็คสลาฟ ฮาเวล (Vaclav Havel) เคยพูดไว้ว่า “ความหวังไม่เหมือนกับการมองโลกในแง่ดีแน่นอน” มันพิสูจน์ไม่ได้ว่าการมองโลกในแง่ดี จะทำให้สิ่งที่เราหวังไว้เป็นจริง แต่การมองโลกในแง่ดีนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลลัพท์ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

ความแตกต่างระหว่างความหวังและมองโลกในแง่ดีก็คือว่าในอดีตเป็นรากฐานแห่งความเชื่อที่หยั่งลึกต่อพระเจ้า เป็นเหมือนสิ่งที่รับรองว่าพระประสงค์ของพระเจ้าจะสำเร็จ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะได้รับตอบแทน พระเยซูทรงสอนเราให้อธิษฐานว่า “..ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย…” (มัทธิว 6: 9-13) มันคือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ ทรงสำแดงให้เห็นว่าการกระทำพันธกิจบนโลกใบนี้จะเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับที่พระองค์

ในสวนเกทเสมนี (มัทธิว 26: 36-46) พระเยซูคริสต์ทรงเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ในไม่ช้าพระองค์จะต้องตาย เพราะถูกตรึงที่กางเขน “และเมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนักพระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่ (ลูกา 22:44) พระองค์ไม่ได้ทรงกระทำตาม พระทัยของพระองค์เองแต่ทรงกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

ด้วยความสัตย์จริง! การเชื่อฟังพระเจ้าจนกระทั่งจะต้องถึงความตายไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สันชาตญาณของมนุษย์คือ หลีกหนีจากความเจ็บปวดและการเสียสละ ครั้งหนึ่งเพื่อนของฉันทำงานที่ไม่ได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้า จิตวิญาณของเธอก็ไม่เคยได้พักสงบเลย เธอรู้ว่าถ้าเธอลาออกจากงานนั้นเธอจะไม่มีรายได้มาจุนเจือลูก และตัวเธอเอง เธอไม่มีครอบครัวที่จะคอยช่วยเหลือในประเทศที่เธออาศัยอยู่อย่างผู้อพยพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมันจะเป็นการยากที่จะหาหลักประกับให้กับครอบครัวของเธอถ้าเธอหางานใหม่

แต่มันก็มาถึงจุดที่เธอทำงานต่อไปไม่ได้แล้วเพราะมันเป็นงานที่ไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ดังนั้นเธอได้หอบเอาความเชื่อที่ยิ่งใหญ่พร้อมทั้งลาออกจากงานนั้น เดือนแรกผ่านไปเธอไม่มีงานติดต่อ ไม่มีสัมภาษณ์งานที่ไหนเลย แต่เธอมีความหวังและความเชื่อ สามเดือนต่อมาบริษัทหางานได้ติดต่อเธอและ ให้งานที่ดีกว่าแก่เธอสามารถดูแลเธอให้ได้วีซ่าในการทำงานพร้อมทั้งให้เงินช่วยเหลือลูกของเธอด้วย

ตั้งแต่นั้นมาฉันได้เรียนรู้และได้เปลี่ยนคำอธิษฐานของฉันจาก “ข้าพระองค์ต้องการสิ่งนี้ ข้าพระองค์ต้องการสิ่งนั้น” เป็น “ขอให้พระประสงค์อันดีของพระองค์ทรงสำเร็จในข้าพระองค์เถิด” ฉันเรียนรู้ที่จะไม่จดจ่อว่าจะต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดีอย่างเดียวและเลือกที่จะมีความเชื่อมากกว่า ที่จะบากบั่นและมีความหวังในพระเจ้า

ใน 2-3 ปีที่แล้ว ฉันได้งานที่ฉันไม่ได้อธิษฐานขอ ในเวลานั้นฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมพระเจ้าต้องการให้ฉันทำงานที่นั่น
ฉันทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย เจ้านายของฉันก็ดุมากไม่มีใครสามารถทำงานกับเขาได้นอกจากฉัน ไม่ว่ายังไงก็ตาม หลังจากนั้น 2 ปี พระเจ้าทรงให้งานใหม่กับฉันมันเป็นงานที่ดีกว่าที่ฉันได้อธิษฐานไว้ จริงๆแล้วไม่ใช่เลยฉันแค่พูดประชด, ฉันถูกเลือกให้ทำงานนี้เพราะประสบการณ์ที่ได้จากงานเก่าของฉัน งานที่ฉันเกลียด แต่ฉันก็ได้เรียนรู้ว่าจะมีสิ่งดีๆอยู่ในทุกสถานการณ์ไม่ว่าฉันจะเผชิญกับความยากลำบากเพียงใด แต่ความจริงก็คือมันทำให้ฉันมีสันติสุข

เพราะฉันได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าได้ทรงตอบคำอธิษฐานของเราเสมอด้วยทรงมีสิ่งดีสำหรับเรา (โรม 8:28) แม้ว่าสิ่งที่เราหวังไว้จะไม่เป็นไปตามทางที่เราได้เจาะจงว่าควรจะเป็น พระเจ้าทรงให้สิ่งจำเป็นสำหรับเรา และเราก็ไม่ต้องการมีสิ่งที่ไม่จำเป็น

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง