เพิ่งรู้ว่า งาน! ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

วันที่ 19-10-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

when-i-realized-working-hard-isnt-everything
ผู้เขียน : M.D Valley, Africa
ผู้แปล : ศิริอรทัย ลู
ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

เพื่อนร่วมงานของผมเขาเพิ่งลาออกหลังจากทำงานในบริษัทเป็นระยะเวลาถึง 35 ปี เขาเป็นหนึ่งในคนที่ทำงานหนัก มากเรียกได้ว่า ตลอด24 ชั่วโมง/ 7 วัน เขาทุ่มเททำงานอย่างหนักด้วยหัวใจและจิตวิญญาณของเขา

หลายครั้งที่เราเจอคนที่ไม่ค่อยใส่ใจกับงาน แต่เขาก็ไม่ได้เป็นหนึ่งนั้น เขาเป็นคนที่ชอบในการแข่งขัน เพื่อจะได้เป็นที่หนึ่งเสมอและเขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมความสำคัญในทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสำนักงาน เราจัดงานเลี้ยงส่งให้เขาพร้อมกับมอบของขวัญและการ์ดอีกหนึ่งใบเป็นของขวัญให้แก่เขา แล้วในวันรุ่งขึ้นก็มีพนักงานคนใหม่ มาทำงานแทนที่ในตำแหน่งของเขา และแน่นอนที่สุดว่าอีเมล์ของเขาก็ถูกลบออกจากรายชื่อของพนักงานด้วย

และมาถึงตอนนี้ที่ตัวผมเองได้กลายเป็นหนึ่งในคนที่รักการทำงานมีความจงรักภักดีต่อบริษัท ผมทุ่มเททุกอย่างเพื่องานของผม ถึงขนาดเก็บเอาไปฝันและละเมอถึงมัน แต่นั่นแหละครับเพราะมันคืองานของผม ผมจดจ่อและหมกหมุ่นอยู่กับเรื่องงานตลอดเวลาจนทำให้ผมไม่มีเวลาที่จะออกไปใช้ชีวิตบนโลกภายนอก

เพราะผมมักจะขลุกอยู่กับการทำงานหรือตอบกลับอีเมล์ทั้งวัน ทำให้ผมเริ่มคุยกับเพื่อนน้อยลง พบปะพูดคุยกันน้อยลง ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับเพื่อนๆ จนในที่สุดผมก็ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนต่อไปได้อีกแล้ว ผมบ้างานมากขึ้นผมมักจะเลิกงานและออกจากสำนักงานเป็นคนสุดท้ายเสมอ ถึงผมจะกลับบ้านแล้วแต่ผมก็จะยังคงใจจดจ่อเฝ้ามองดูโทรศัพท์ว่าจะมีข้อความเข้ามาหรือไม่และผมพร้อมตลอดเวลาที่จะตอบกลับไปในทันที ผมมักจะหงุดหงิดหรือรำคาญถ้ามีคนบอกว่าชีวิตมีอะไรที่สำคัญมากกว่าการทำงาน และบอกให้ผมควรจะรู้จักการใช้ชีวิตให้มากกว่านี้.

จนถึงวันที่ผมเกิดล้มป่วยขึ้นมาและจะต้องหยุดงานไปสักพักหนึ่ง มีเพื่อนร่วมงานของผมเพียงแค่คนเดียวที่ส่งข้อความถามผมว่า เป็นเป็นอย่างไรบ้าง ผมเองไม่เหลือเพื่อนแม้แต่คนเดียวที่จะสามารถพูดคุยกันได้ ไม่มีแม้ใครสักคนที่จะช่วยเหลือผมได้ และนี่อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่สนใจและละเลยในพระเจ้า นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่สามารถเข้าถึงพระองค์ได้ จนถึงตอนนี้ผมได้ตระหนักแล้วว่าอะไรที่สำคัญมากกว่าในการดำรงชีวิต และผมไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้แสวงหาผลประโยชน์กับการทำงานหนัก แต่ผมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสามัคคีธรรม (1 โครินธ์ 1: 9) และสรรเสริญพระเจ้า (อิสยาห์ 43: 7)

หลังจากที่ผมได้ทราบความจริงแล้ว ผมก็มีโอกาสได้เจอกับเพื่อนคนหนึ่งเขาเล่าให้ฟังว่า เขาหย่ากับภรรยาของเขาก็เพราะการทำงานหนักและเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรหลังจากเกษียณจากงาน เขาได้อยู่กับงานอดิเรกมากขึ้น มีความทะเยอทะยานที่จะทำในสิ่งที่เขาชอบมากขึ้น ทั้งชีวิตของเขาที่ผ่านมามีแต่ความเร่งรีบที่จะต้องทำงานให้เสร็จทันตามกำหนดเวลา แต่นั่นมันทำให้เขาได้รู้ว่าทุกอย่างที่เขาได้ทุ่มเทกับการทำงานนั้นสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่สามารถที่เก็บรักษามันไว้ได้

เมื่อมาถึงจุดที่เขาจะเกษียณเขาตระหนักว่างานของเขาทั้งหมดที่เขาดูแลอยู่ก็จะถูกแทนที่ได้อย่างง่ายดาย เขาได้สูญเสียอาชีพ,ตำแหน่ง,หน้าที่การงาน เขาเสียเพื่อน,เสียครอบครัว และเสียความมั่นใจที่จะใช้ชีวิตในโลกภายนอกได้ เขาเล่าถึงความผิดพลาดของเขาให้ฟังว่า ถ้าเขาตั้งใจและจดจ่อจะไปให้ถึงเป้าหมายเพื่อความเป็นเลิศในการทำงานนั่นหมายความว่าเขาได้ล้มเหลวแล้ว เพราะเขาได้รู้แล้วว่าจะต้องมีสักวันที่เขาจะต้องออกจากงานนั้น

มันก็แค่ต้องย้อนกลับไปคิดทบทวนในสิ่งที่ผ่านมาให้เข้าใจถึงปัญหาและตระหนักว่าการใช้เวลากับครอบครัว สังคม และความเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าตำแหน่งหน้าที่การงานของเขา เขาเลือกที่จะทำดีเพื่อส่งไปถึงเพื่อนบ้านของเขาและทุกๆคนรอบข้างเขาจะสามารถสัมผัสได้เขารับใช้พระเจ้าช่วยเหลือคนที่หลงหายไปให้กลับมานมัสการพระเจ้านี่คือความสำเร็จที่เขาคิดว่ามันทำให้เขามีความสุขมากกว่าที่ทุกๆเดือนจะรอแค่รับเงินเดือนเท่านั้น

ตัวเผมเองก็ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยผ่านการบอกเล่าจากเพื่อนของผมเอง มันเป็นสิ่งกระตุ้นและสะท้อนให้เห็นชีวิตของตัวผมเอง ดังในพระคริสตธรรมคัมภีร์ สุภาษิต และ ปัญญาจารย์ ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าทุกอย่างย่อมมีเวลาที่เหมาะสม (ปัญญาจารย์ 3) การทำงานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เว้นแต่เกิดจากพระเจ้าจะทรงอวยพรในงานนั้น (สดุดี 127)

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม ทำให้ผมได้ตระหนักว่าพระเจ้าได้มอบงานนี้ให้แก่ผมและพระเจ้าก็สามารถเรียกคืนงานนั้นหรือมอบงานใหม่ให้แก่ผมได้เช่นกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องทำงานหนัก ในพระคริสตธรรมคัมภีร์บอกให้เราทำงานอย่างขยันขันแข็ง (สุภาษิต 6: 6-11) แต่เป้าหมายของผมคือจะต้องยกย่องพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใดด้วยสุดจิตสุดใจของผม และมอบความไว้วางใจในพระองค์ ดังในไบเบิลได้กล่าวไว้ว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และควาชอบธรรมของพระองค์ก่อนแล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้ ” (มัทธิว 06:33)

ชีวิตของเราไม่มีใครรู้ว่าจะขึ้นจะลงเมื่อใดหรือแม้แต่ปลายทางของชีวิตเราจะเป็นอย่างไร แต่เราต้องรู้จักไว้วางใจในพระเจ้าและยอมมอบชีวิตของเราให้อยู่ในฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์ ถ้าเราเรียนรู้ที่จะไว้วางใจในพระเจ้าและให้พระองค์เป็นผู้นำทางชีวิตให้แก่เรา พระเจ้าจะมีแผนการที่ดีสำหรับชีวิตเราเสมอ ดังนั้นเราจึงควรจะหยุดความกังวล เล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ไป และเรียนรู้ที่จะมองภาพในมุมกว้างและตะหนักให้ดีว่าชีวิตของเราไม่ได้เป็นของเราเองแต่เป็นของพระเจ้าดังนั้นเราจึงควรจะใช้ชีวิตของเราให้อยู่ในทางของพระองค์

วันนี้ผมได้ตัดสินใจที่จะให้พระเจ้าทรงใช้ผมและผมจะรับใช้พระเจ้าเพื่อเป็นพระสิริแก่พระองค์(1 โครินธ์ 12: 12-31) ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามผมจะพยายามทำให้พระเจ้าพอพระทัย ผมจะเปิดตาเปิดใจมองภาพในมุมกว้างจะไม่มุ่งเน้นโฟกัสที่ตัวเองหรือโลกนี้

ตอนนี้ผมเริ่มมีการกำหนดเวลาเลิกงานของผมเป็นประจำทุกวัน หรือถ้าเป็นไปได้ผมจะเลิกงานไม่เกิน 1 ทุ่ม แต่มันก็ไมได้เป็นบรรทัดฐานสำหรับทุกคน เพราะผมได้กำหนดมันขึ้นมาเพื่อตัวผมเองจะกลับบ้านได้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง ผมเริ่มหันมาพูดคุยกับเพื่อน, เริ่มเขียนบทความ, ผมเป็นอาสาสมัครและรับใช้พระเจ้าที่คริสตจักรด้วยสุดหัวใจของผม และผมสัญญากับว่าพระเจ้าว่าในวันอาทิตย์ผมจะไม่ทำงานหรือเช็คอีเมล์ของผม

ผมใช้เวลานานมากในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ผมตั้งใจว่าทำเพื่อความสุขของพระเจ้าและเพื่อรับใช้พระองค์

Tags: , , , , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง