หยุด!คิดถึง “สิ่งที่ไม่เสริมสร้าง”

วันที่ 18-10-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

stop-choosing-dirty-thoughts
ผู้เขียน : Michele Ong, New Zealand
ผู้แปล- ผู้เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

“ทำไมเธอถึงได้ โ…! อย่างนี้”

ถึงแม้ว่าคุณครูสอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ของฉันพูดตกประโยคไปก็ตาม, ห้องเรียนพิเศษที่มีนักเรียน มาเรียนเพียง 6 คน ก็เข้าใจดีว่าครูกำลังจะพูดว่าอะไร (โง่!) และคนที่ครูพูดถึงนั้นหมายถึงใคร (ฉัน)

ครูใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงอธิบายสมการพีชคณิตให้ฉันฟัง เพื่อนๆร่วมห้องของฉันก็ดูเหมือนจะเข้าใจดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับฉันแล้ว ไม่เข้าใจเลยซักนิด สำหรับตัวเลขในหัวฉัน ดูเหมือนจะสับสนไปหมด ฉันถนัดที่จะเอาเวลาไปอ่านหนังสือหรือจดบันทึก มากกว่าการที่จะมานั่งแก้ปัญหา โจทย์คณิตศาสตร์

อย่างไรก็ตาม วิชาคณิตศาตร์เป็นวิชาบังคับ และพ่อแม่ของฉัน ก็จ่ายค่าเรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ให้ฉันโดยหวังใจว่าฉันจะสอบผ่านวิชานี้ และเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเรียนพิเศษนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย : ฉันได้ทดสอบความอดทนของครูจนถึงที่สุดแล้วฉันกลับบ้านไปพร้อมกับคะแนนที่น้อยนิดใน กระดาษคำตอบวิชาคณิตศาสตร์ทั้งๆที่ฉันเรียนพิเศษเพิ่มเติมในวิชานี้

ในที่สุดครอบครัวของฉันก็ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ที่ๆฉันมีโอกาสสอบตกวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้น ถ้าฉันต้องการ แต่ฉันยังคงจำเหตุการณ์ที่น่าขายหน้าในตอนนั้นได้ ที่เป็นเหมือนฝันร้ายใน 16 ปีก่อน จนถึงวันนี้ ตอนนี้ และในวันข้างหน้า คำพูดนั้นของครูสอนพิเศษคนนั้น ยังก้องอยู่ในหัวของฉันอยู่เรื่อยมา

“ก็อาจจะจริง ฉันคงจะโง่จริงๆ” เสียงเล็กๆนั้นยังคงแว่วอยู่ในหัวฉัน และก็ใช้เวลาไม่นาน ที่จะกระตุ้นฉันให้คิดถึงมัน – ทำให้ไม่อยากกินมื้อค่ำ ,ไม่มีสมาธิในการขับรถ หลังจากเรียนเสร็จ 3 วิชา หรือเลือกลงวิชาศิลปะแทนที่ฉันควรจะเลือกลงวิชาวิทยาศาสตร์ (ซึ่งอันที่จริงความสนใจในวิชาวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ของฉันเท่ากับศูนย์และ
ไม่เกี่ยวเนื่องกับความสนใจของฉันอย่างสิ้นเชิง)

ฉันพยายามที่จะสลัดความคิดนั้นทิ้งไป แต่มันเหมือนจะติด จนเป็นนิสัยให้รำคาญใจ เวลาที่คิดถึงมัน และดูเหมือนว่าจะหยุดคิดถึงสิ่งที่เป็นแง่ลบไม่ได้ เพราะจะผุดขึ้นมาในหัวอยู่เรื่อยๆ ทั้งๆที่บางทีไม่ได้คิดถึงมันเลย

แต่ข้อดีคือ ทำให้ฉันได้เรียนรู้ที่จะบังคับความคิดของฉัน ทุกวันนี้ฉันสามารถที่จะเลือกได้ว่า ความคิดไหนมาจากพระคัมภีร์หรือไม่

หากคุณเป็นคนหนี่งที่ตกอยู่ในสถาณการณ์เดียวกันนี้ และกำลังหาวิธีแก้ไขปัญหานี้ และคุณไม่สามารถหยุดความคิดที่ไม่ต้องการออกจากหัวของคุณได้ นี่เป็นแนวทาง ที่อาจจะช่วยคุณได้

1)คิดบวกเสมอ
ในปี 2003 การ์ตูนแอนนิเมชั่นเรื่อง “นีโม…ปลาเล็ก หัวใจ โต๊…โต” ตัวละครที่ชื่อ “กิลล์” (หัวหน้าสุดซ่าที่มีลักษณะตัวลายสีขาวดำ ซึ่งมาจากมหาสมุทรและฝันที่จะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง แต่กลับต้องติดอยู่ในแทงค์กับผองเพื่อน และเขาคือผู้นำเพื่อนร่วมแทงค์คนอื่นๆ ให้หนีออกจากแทงค์) คำสั่งของโรงเรียนปลา “ทำให้ตู้ปลาสกปรกที่สุดเท่าที่จะทำได้…. ความคิด ที่จะทำให้แทงค์สกปรก จนทำให้หมอฟันต้องทำความสะอาดแทงค์นั่นเอง”

ในการ์ตูนเราจะเห็นว่า “ความคิดที่จะทำให้แทงค์สกปรก” คือความคิดง่ายๆ ที่จะทำให้เกิดมลพิษในแทงค์ แต่ คำพูดของ กิลล์ ก็สามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ หากความคิดที่จะทำให้สกปรกนี้เป็นไปในทางที่ไม่เสริมสร้าง เช่น “ฉันคงทำไม่ได้หรอก” “ฉันโง่เกินไป” “ไม่มีใครชอบฉันเลย” เมื่อเรามัวแต่คิดในสิ่งที่ไม่เสริมสร้างเหล่านี้ สุดท้ายสิ่งที่เราคิดมันก็จะกลายเป็นความจริง เพราะเราเชื่อว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้น

ตัวอย่างเช่น ฉันอยากจะเอาชนะตัวเองในการทำอาหาร แต่ฉันทำอาหารไหม้ แล้วฉันก็โทษตัวเองว่าฉันโง่ที่ทำอาหารไหม้ สุดท้ายแล้วฉันก็จะไม่รู้ว่าการทำอาหารจานเด็ด นั้นเป็นอย่างไร เพราะมัวแต่โทษตัวเองจนไม่สามารถเรียนรู้ถึงวิธีการ ทำอาหารให้อร่อยอย่างมีความสุขได้

ข่าวดีคือในพระคัมภีร์ไบเบิลบอกว่าให้เรามีหัวใจเหมือนอย่างพระคริสต์ (1โครินธ์ 2:16) และเชื่อว่านี่หมายถึงเรามีอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เราคิดเหมือนพระคริสต์ได้เช่นเดียวกัน แทนที่จะนั่งจมอยู่กับความคิดที่ไม่เสริมสร้าง สู้เรามาจดจ่อว่าเราคือผู้ถูกเรียก และมาพิจารณาดูว่าสิ่งที่เรากำลังคิดใคร่ครวญอยู่นั้น เป็นสิ่งที่จริง,น่านับถือ,ยุติธรรม, บริสุทธิ์,น่ารักและทรงคุณ หรือไม่ (ฟีลิปปี 4:8) ตัวอย่างเช่น ท่ามกลางการทนทุกข์, การทดลองและความยากลำบากนั้น เราจะเปลี่ยนความคิดจาก “ฉันคงทำไม่ได้หรอก” ให้เป็นความจริงที่มาจากพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้โดยพระองค์(พระเยซูคริสต์) ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” (ฟีลิปปี 4:13)

เมื่อเราเริ่มใช้ความจริงของพระเจ้าเราจะสามารถตัดโซ่ตรวนจากความคิดที่ไม่เสริมสร้าง เหล่านั้นได้

2)นำความคิดทุกอย่างให้กลับมาสู่ “การเชื่อฟัง”
“รู้มั้ยว่าบางครั้งฉันรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่า เป็นคนที่รู้จักตัวเองดี และพยายามจะช่วยเหลือทุกคน แต่รู้สึกเหมือนตัวเล็กนิดเดียว..” คืนนึงฉันได้เล่าเรื่องหนึ่งให้พี่สาวฉันฟัง พี่สาวมองหน้าฉันแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างน่าประหลาดใจ แล้วถามว่าอะไรที่ทำให้ ฉันนึกถึงแล้วมีความสุข

ฉันอธิบายให้พี่สาวฟังว่า ความคิดที่ว่านั้นมันผุดขึ้นมาตอนที่ฉันอาบน้ำหลังจาก เรียนว่ายน้ำเสร็จแล้ว มันเป็นวันศุกร์ที่น่าเบื่อหน่ายอีกวันหนึ่ง มันเป็นเป็นวันที่ยุ่งมากและ ฉันรู้สึกว่าฉันยังไม่ได้ฝึกว่ายน้ำให้ดีเลย ฉันขอให้โค้ชฝึกท่าใหม่ให้ฉัน 2 รอบ เพราะฉันจำไม่ได้

เพื่อจะให้ดี แต่กลุ่มเด็กๆ 8 ขวบว่ายได้เร็วและดีกว่าฉัน ทำให้ฉันนึกถึงสมัยตอนที่ฉัน เรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ และคิดเปรียบเทียบกันว่า ฉันว่ายน้ำแพ้เด็ก 8 ขวบและขนาดว่ายน้ำฉันยังว่ายให้ดีไม่ได้เลย

ฉันถูกครอบงำด้วยความคิดที่ว่าฉันมัน “ห่วย” และดูถูกตัวเองว่าไร้ความสามารถ ในขณะนั้นฉันคิดว่าฉันต้องเอาชนะความคิดนี้ให้ได้ด้วยการต่อสู้กับความคิดในแง่ลบเหล่านี้ และต้องสลัดมันออกไปจากหัวให้ได้

ใน 2โครินธ์ 10:5-7, เราทั้งหลายถูกบอกว่า “คือทำลายความคิด และทิฐิมานะทุกประการ ที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้าและน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจน ถึงเชื่อ ฟังพระคริสต์และพร้อมที่จะลงโทษทุกคนที่ไม่เชื่อฟัง ในเมื่อท่านรับว่าจะเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์แล้ว ท่านแลดูสิ่งที่ปรากฏภายนอกหรือ ถ้าผู้ใดมั่นใจว่าตนเป็นคนของพระคริสต์ ก็ให้ผู้นั้นคำนึงถึงตนเองอีกว่า เมื่อเขาเป็นคนของพระคริสต์ เราก็เป็นคนของพระคริสต์เหมือนกัน”

บางครั้งฉันก็เห็นภาพของความคิดที่ไม่เสริมสร้างในหัวของฉันนั้นเป็นเหมือนสัตว์ร้าย เหมือนวัว ทำลายความมั่นใจของตัวเอง จากนั้นฉันนึกถึงภาพของตัวเองวิ่งลู่เข้า ไปท่ามกลางฝูงวัวเหมือนเป็นจ่าฝูง พร้อมกับยากล่อมประสาทในมือ เพื่อที่จะทำให้ฝูงวัวนั้นสงบลงและลากพวกมันไปหาพระเจ้าเพราะคิดว่ามันคงไม่ได้รับการต้อนรับ คือหมายถึงคิดในสิ่งซึ่งเหตุและผลไม่ตรงกัน

3)ใช้เวลากับพระเจ้า
พระคัมภีร์บอกว่า “เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือดแต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ” (เอเฟซัส 6:12)

เราไม่สามารถต่อสู้ด้วยกำลังของเราเอง เราจำเป็นต้องอธิษฐาน ทูลขอเครื่องมือในการต่อสู้ จากพระเจ้า เราจะต้องสวม “ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า” ซึ่งหมายถึง เอาความจริงคาดเอว เป็นความชอบธรรมเป็นทับทรวงป้องกันอก และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่เป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า จงเอาความเชื่อเป็นโล่ จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ จงถือพระแสงของพระวิญญาณ นี่คือพระวจนะของพระเจ้า (เอเฟซัส 6:13-17)

เมื่อเราสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระองค์แล้ว เราสามารถต่อสู้กับลูกศรของพญามารที่ใส่ ความคิดที่ไม่เสริมสร้างเหล่านี้ได้

ขอยอมรับว่า,ฉันไม่ค่อยได้ใช้เวลาอธิษฐานกับพระเจ้าเท่าที่ควรเลย ฉันจะร้องขอก็ต่อเมื่อ ฉันเผชิญกับปัญหา แต่เมื่อเราเรียนรู้ที่จะใช้เวลากับพระองค์ ให้เราฟังเสียงของพระองค์ และเรียนรู้ที่จะใส่ความคิดที่เสริมสร้างที่มาจากพระเจ้า พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา และเรารู้จักแกะเหล่านั้นและแกะนั้นตามเรา” (ยอห์น 10:27)

พระเจ้าจะเรียกเราว่า “โง่” “ไร้ค่า” หรือ ดีไม่พอ หรือ … คำตอบคือ “ไม่!” พระองค์ไม่ทรงเรียกเราอย่างนั้น พระเจ้าบอกว่า พระองค์รักเราอย่างที่เราเป็น “เพราะว่าเจ้าประเสริฐในสายตาของเรา” (อิสยาห์43:4) และพระองค์ทรงซื้อเราด้วย “พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ และปราศจากตำหนิหรือจุดด่าง” (1เปโตร 1:19)

ดันนั้น เมื่อใดที่ประโยคที่ว่า “คุณช่างไร้ค่ายิ่งนัก” ดังขึ้นในหัวของคุณ ให้คุณเปลี่ยนมันเป็นความคิดที่เสริมสร้างและบอกว่า “ไม่! ฉันเป็นบุตรของพระเจ้า”

สุดท้ายแล้วเราสามารถกำหนดความคิด ว่าจะให้ความคิดเล็กๆเป็นตัวกำนดอนาคต ของเราหรือไม่ เหมือนดังคำกล่าวที่บอกไว้ว่า “ระวังความคิด เพราะมันจะกลายเป็นคำพูด ระวังคำพูด เพราะมันจะกลายเป็นการกระทำ ระวังการกระทำ เพราะมันจะกลายเป็นนิสัย ระวังนิสัยจะกลายเป็นตัวตน และระวังตัวตนจะเป็นตัวกำหนดโชคชะตา”

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง