บทความเพื่อพ่อ ตอน ยิ้มสู้ #1

วันที่ 24-10-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

thai-king-article-updated
ผู้เขียน- เรียบเรียง : ทิพย์สุพร ชาน

  “โลกจะสุขสบายนั้นเป็นได้หลายทาง ต้องหลบสิ่งกีดขวางหนทางให้พ้นไป จะสบความสุขสันต์สำคัญที่ใจ สุขและทุกข์อย่างไรเพราะใจตนเอง ฝ่าลู่ทางชีวิตต้องคิดเฝ้าย้อมใจ โลกมืดมนเพียงใดหัวใจอย่าคร้ามเกรง ตั้งหน้าชื่นเอาไว้ย้อมใจด้วยเพลง ไยนึกกลัวหวาดเกรงยิ้มสู้
 คนเป็นคนจะจนหรือมี ร้ายหรือดีคงมีหวังอยู่ ยามปวงมารมาพาลลบหลู่ ยิ้มละมัยใจสู้หมู่มวลเภทภัย ใฝ่กระทำความดีให้มีจิตโสภา สร้างแต่ความเมตตาหาความสุขสันต์ไป จะสบความสุขสันต์สำคัญที่ใจ เฝ้าแต่ยิ้มสู้ไปแล้วใจชื่นบาน”

เมื่อเวลา 15:52 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559
เชื่อแน่ว่าเป็นอีกวันหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นประวัติศาสตร์ ของปวงชนชาวไทย วันที่พวกเราชาวไทยตกอยู่ ในช่วงเวลาที่โศกเศร้าที่สุด เมื่อพ่อได้จากเราไป คนไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนทั่วโลก ต่างเสียใจกับการจากไป อย่างไม่หวนกลับของพ่อ ประชาชนต่างร่ำไห้ ด้วยหัวใจที่แตกสลาย บรรยากาศช่างแตกต่างจากท่วงทำนองของบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ยิ้มสู้”

จากบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ยิ้มสู้” ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทำนองโดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
คำร้องโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ

ซึ่งมีทำนองที่ฟังแล้วพาให้มีความสุข บทเพลงนี้ เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 16 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช(รัชกาลที่9) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย เพื่อเป็นการปลอบขวัญและ ให้กำลังใจแก่คนตาบอด แล้วพระราชทานให้นำไปบรรเลง ในงานสมาคมช่วยคนตาบอด ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ในเนื้อหาที่บอกว่า “โลกจะสุขสบายนั้นเป็นได้หลายทาง ต้องหลบสิ่งกีดขวางหนทางให้พ้นไป จะสบความสุขสันต์สำคัญที่ใจ สุขและทุกข์อย่างไรเพราะใจตนเอง ฝ่าลู่ทางชีวิตต้องคิดเฝ้าย้อมใจ โลกมืดมนเพียงใดหัวใจอย่าคร้ามเกรง ตั้งหน้าชื่นเอาไว้ย้อมใจ ด้วยเพลง ไยนึกกลัวหวาดเกรงยิ้มสู้” เป็นท่อนที่เหมาะกับสถานการณ์บ้านเมืองในยามนี้ เพราะท่ามกลางความโศกเศร้านั้น ยังคงมีบทเพลงนี้ที่เป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้พวกเราชาวไทย ยังคงต้องดำเนินชีวิตต่อไป

ชีวิตของเราในขณะนี้ก็เช่นกัน พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาที่จะเห็นเราเศร้า และพระองค์ไม่ปรารถนาที่จะเห็นเราอ่อนล้า ท้อแท้หรือท้อถอย แฟบหรือเหี่ยวเฉา ทรงเฝ้าดูเรา เมื่อเราเศร้า เราอ่อนกำลัง เราเหน็ดเหนื่อย แล้วทรงหาหนทางช่วยเราเสมอให้กลับมามีกำลังอีกครั้ง พระเจ้าจึงเข้ามารื้อฟื้นเรา ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ เศฟันยา 3:17 ได้บอกกับเราว่า “พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า อยู่ท่ามกลางเจ้า เป็นนักรบผู้ประทาน ความมีชัย พระองค์ทรงเปรมปรีดิ์เพราะ เจ้าด้วยความยินดี พระองค์จะทรงรื้อฟื้นเจ้าใหม่ ด้วยความรักของพระองค์ พระองค์จะ ทรงเริงโลดเพราะเจ้าด้วยร้องเพลงเสียงดัง” ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ตอนนี้ก็ได้บอกเราอย่าง ชัดเจนว่าให้เปรมปรีดิ์และมีความยินดีในพระเจ้า แต่แน่นอนว่าเหตุการณ์การสูญเสีย ครั้งยิ่งใหญ่นี้ไม่มีใคร ที่จะสามารถทำใจได้อย่างแน่นอน ดังนั้น เราในฐานะที่เป็นคริสเตียน จึงต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งพระเจ้า ให้มากยิ่งขึ้น

การขอกำลังและความสดใหม่จากพระเจ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญในเวลานี้ พระคริสตธรรมคัมภีร์ 2โครินธ์ 4:16 ได้กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” เพราะว่าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าที่อยากจะเห็นเราเข็มแข็งขึ้นมีกำลังและสดใหม่อยู่เสมอและ สดุดี30:5 ได้กล่าวไว้อีกว่า“เพราะพระพิโรธของพระองค์นั้นเป็นแต่ชั่วขณะหนึ่ง และความโปรดปรานของพระองค์นั้นตลอดชีวิต การร้องไห้อาจจะอ้อยอิ่งอยู่สักคืนหนึ่ง แต่ความชื่นบานจะมาเวลาเช้า” พระเยซูตรัสว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเราและเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข” (มัทธิว11:28)

หากผู้ใดท้อใจหรือกำลังโศกเศร้าอยู่ในเวลานี้ ขอหนุนใจพี่น้องว่า ให้เราอธิฐานกับพระเจ้าทูลขอกำลังที่สดใหม่จากพระองค์และยิ้มสู้ ดังบทเพลงพระราชนิพนธ์นี้ในท่อนสองที่บอกว่า “คนเป็นคนจะจนหรือมี ร้ายหรือดีคงมีหวังอยู่ ยามปวงมารมาพาลลบหลู่ ยิ้มละมัยใจสู้หมู่มวลเภทภัย ใฝ่กระทำความดีให้มีจิตโสภา สร้างแต่ความเมตตาหาความสุขสันต์ไป จะสบความสุขสันต์สำคัญที่ใจ เฝ้าแต่ยิ้มสู้ไปแล้วใจชื่นบาน” ไม่ใช่เพียงบทเพลงเท่านั้นที่พ่อหลวงบอกให้เราใฝ่กระทำความดี ยังมีคำสอนอีกมากมายที่พ่อได้ทิ้งเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจพวกเรา ดังเช่นในพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งของพ่อที่บอกว่า“…การทําความดีนั้น โดยมากเป็นการเดินทวนกระแสความพอใจและความต้องการของมนุษย์ จึงทําได้ยากและเห็นผลช้า แต่ก็จําเป็นต้องทํา เพราะหาไม่ ความชั่ว ซึ่งทําได้ง่ายจะเข้ามาแทนที่ แล้วจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว…” (พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรแก่ ว่าท่ีร้อยตํารวจตรีฯ โรงเรียนนายร้อยตํารวจฯ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2529 และจากโครงการปิดทองหลัง พระ สืบสานแนวพระราชดําริที่ได้ดําเนินแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศตามภูมิสังคม อย่าง ยั่งยืนตามแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ดังนั้นให้เรามุ่งหวังที่จะจดจำในคำสอนของพระองค์ท่านและตั้งใจแน่วแน่ที่จะกระทำตาม เพื่อไม่ให้เสียแรงที่พ่อทุ่มเทเวลาและหยาดเหงื่อกว่า 70 ปี เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนไทยเสมอมา และคำสอนของพ่อก็ยังสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าที่บอกว่า “อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอกเยี่ยม” (โรม12:2

ดังนั้นขอให้เราอยู่กับปัจจุบันและทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด นำคำสอนของพ่อหลวง และยึดพระวจนะของพระเจ้าเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับชีวิต เดินหน้าต่อไปด้วยความชื่นชมยินดี สุดท้ายนี้ขอฝากคำหนุนใจของท่านอาจารย์เปาโลไว้ว่า สุดท้ายนี้ขอท่านจงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า   และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์” (เอเฟซัส 6:10)  

#ยิ้มสู้

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง