ฉันเป็นคริสเตียน…….ที่คลั่งช้อป!

วันที่ 4-10-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

it-wasnt-just-excessive-spending-it-was-more

ผู้เขียน : Jacelyn Chia, Singapore

ผู้แปล : ทิพย์สุพร ชาน

ที่มาเป็นภาษาอังกฤษ

ถ้าเราตั้งคำถามกับคนที่เป็นคริสเตียนที่ดีว่าอะไรคือความสุขของพวกเค้า แน่นอนพวกเค้าต้องตอบว่า “พระเยซูคริสต์” หรือ “Christ” ส่วนที่มาของความสุขของฉัน ก็เริ่มต้นด้วย “C” เหมือนกัน แต่ฉันกลัวว่าคงจะไม่ใช่ “Christ” หรือ “พระเยซูคริสต์” แต่มันคือ “C” ที่มาจากคำว่า “Clothes” หรื่อ “เสื้อผ้า” นั่นเอง

มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อเพื่อนของฉันซื้อเสื้อผ้าผ่านทางเว็บออนไลน์ ด้วยความอยากรู้อยาก เห็นฉันจึงลองดูบ้าง และในที่สุด ฉันก็ติดอยู่กับมัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันเริ่มเบื่อหรือเครียด ฉันก็จะเลื่อนเม้าส์คลิ๊กดูเว็บไซ้ส์ขายของออนไลน์ต่างๆ เช่น Zalora , Lazada หรือ Ezbuy ฯลฯ โดยที่ไม่ต้องมีใครสอน ฉันแค็ปชั่นรูปสินค้าเหล่านั้นส่งไปให้เพื่อนๆดู และดูว่าอันไหนสวย เพื่อจะให้เพื่อนๆช่วยตัดสินใจจากนั้นก็คลิ๊กไปที่ “Add to cart” ตรงปุ่มด้านล่าง ซึ่งหมายความว่า ตกลงซื้อสินค้านั่นเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ฉันเครียดมากๆและหงุดหงิด แค่มองสินค้าต่างๆผ่านตาเท่านั้น ฉันก็คลิ๊กซื้อทันที ตอนนั้นฉันอายุแค่ 16 ปี ที่บ้านของฉันไม่ได้รวย และพ่อแม่ของฉันก็ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือให้ฉัน เอาไปใช้จ่ายอย่างสนุกสนาน เงินที่ได้คือเงินค่าอาหารกลางวันที่ฉันสู้อุตส่าห์เก็บออม เพื่อที่จะเก็บไว้สำหรับช้อปปิ้ง ฉันหยุดถวายทรัพย์ให้โบสถ์เพื่อที่จะเก็บเงินนั้น ไว้ช้อปปิ้งออนไลน์ และหลังจากนั้นไม่นานฉันก็หยุดไปโบสถ์อย่างถาวร ฉันมีความรู้สึกว่าฉันกำลังเสแสร้ง เพราะเมื่อปากของฉันพูดว่า “สรรเสริญพระเจ้า” แต่ใจของฉันกลับห่างไกลจากพระเจ้าเหลือเกิน

ฉันไม่เคยคิดว่าการใช้จ่ายเพราะความเคยชินนี้กำลังจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาที่ไม่ คาดคิดแก่ตัวฉัน ฉันเชื่อว่ามันเป็นเรื่องปกติสำหรับวัยรุ่นกับ การคลั่งไคล้การช้อปปิ้งผ่านสื่อออนไลน์ จนกระทั่งเมื่อเพื่อคนที่ฉันเคยส่งรูปสินค้าไปให้ดูบ่อยๆ ทักว่า “เฮ้!…. อย่าช้อปมากเกินไปนะ” และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉัน เริ่มที่จะคิดถึงการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟื่อยเพราะความเคยชินนี้และเริ่มที่จะประเมินตนเอง

เมื่อไหร่ที่ฉันรู้สึกผิดจากการซื้อของเหล่านั้น ฉันจะเริ่มทำสิ่งเหล่านี้ คือ ฉันจะตัดป้ายราคาสินค้าออกและเพื่อเป็นการกำจัดหลักฐานเกี่ยวกับป้ายราคาของที่เพิ่งจะซื้อมานั่นเอง และฉันจะซ่อนเสื้อผ้าที่ฉันเพิ่งซื้อมาไว้ในกระเป๋าก่อนที่จะเดินเข้า บ้านเพื่อที่จะไม่ให้พ่อแม่ตั้งคำถามเกี่ยวกับของที่ฉันเพิ่งซื้อมาและฉันก็รู้สึกตกใจเมื่อฉันรู้ตัวว่ายังมีเสื้อผ้าใหม่ๆอีกหลายตัวจากการช้อปปิ้งออนไลน์ที่ฉันยังไม่เคยใส่มันเลย

วันหนึ่ง,ฉันตัดสินใจที่จะเริ่มคิดคำนวณว่าฉันใช้จ่ายไปเท่าไหร่ พอฉันเริ่มนับไปได้ 3 ตัว ฉันก็เริ่มร้องไห้ด้วยความละอายใจ ตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกถึงปัญหาที่แท้จริงแล้วว่าฉันใช้ จ่ายฟุ่มเฟื่อยมากขนาดไหน และฉันก็เริ่มคิดได้ว่าฉันต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว ฉันเข้าไปหาวิธีที่จะช่วยระงับปัญหาการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของฉันจาก “Google” ฉันคืนบัตรเครดิต และ บัตรเดบิต ให้กับแม่ของฉัน และเริ่มที่จะออกจากบ้านโดยที่ ไม่พกเงินซักบาท ครั้งแรกฉันออกจากบ้านโดยที่ไม่มีเงินเลยและฉันรู้สึกวิตกกังวลมาก ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังประเมินการแต่งตัวของผู้คนที่ฉันพบเห็น และก็คิดตามไปว่า ถ้าเป็นฉัน ฉันจะซื้อเสื้อผ้าแบบนี้มาใส่หรือเปล่า

ฉันเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เพื่อนฉันฟัง คนที่เคยบอกให้ฉันคิดถึงปัญหาที่แท้จริง เกี่ยวกับการช้อปปิ้งออนไลน์และการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นของฉัน และนั่นก็ทำให้ฉันเขียนออกมาเป็นรายการต่างๆดังนี้

1.ฉันมองหาการยอมรับและการทำให้คนอื่นพึงพอใจจากการถูกครอบงำของตนเอง

2.ความสุขจากการช้อปปิ้งทำให้ประสบการณ์แย่ไที่ฉันเคยพบมานั้นหายไป แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น

3.ความสามารถในการซื้อของผ่านทางออนไลน์ของฉันทำให้ฉันรู้สึกมีพลังในการตัดสินใจจากตัวเลือกของสินค้าที่จะซื้อ (ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันควบคุมมันได้)

4.ฉันมั่นใจว่าสิ่งที่ฉันซื้อทำให้ฉันมีความสุข

5.ฉันมั่นใจว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นทำให้ฉันดูดี

รายการต่างๆที่อยู่ในหัวของฉันเหล่านี้ ทำให้ฉันตัดสินใจที่จะหาสิ่งที่ทดแทน พฤติกรรมความเคยชินจากการช้อปปิ้งออนไลน์และทำให้ฉันพบความต้องการที่แท้จริง นอกเหนือจากรายการต่างๆที่ว่ามา (คำแนะนำเหล่านี้ฉันพบใน “Google”) ฉันเริ่มที่จะหากิจกรรมต่างๆทำ เช่น วาดภาพ ระบายสี หรือนอนหลับพักผ่อน ฯลฯ และสุดท้ายฉันก็กลับไปเข้าโบสถ์อีกครั้ง

ฉันเริ่มไปนมัสการที่โบสถ์ในอาทิตย์ถัดมา ฉันเข้าเรียนพระคัมภีร์ในชั้นเรียนวันอาทิตย์ เรียนพระธรรมโรม บทที่ 7 และใน พระธรรม โรม บทที่ึ 7:4-8 สะดุดใจฉันเป็นอย่างมาก , คือได้พูดถึงอิสระเสรีของคริสเตียนในการทำบาป ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันกำลังติดอยู่และไม่สามารถที่จะหลุดพ้นจากพฤติกรรมการเสพติดการช้อปปิ้งออนไลน์ได้ แต่ในข้อพระคำนี้ได้ย้ำเตือนฉันว่าพระเจ้าจะทรงช่วยและฉันจะเป็นไทจากบาปนั้นได้ จากกรณีของฉัน การช้อปปิ้งและใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยเป็นอุปสรรคในการเฝ้าเดี่ยวของฉัน กับพระเจ้าและการสามัคคีธรรมร่วมกับพี่น้องในโบสถ์ด้วย

ฉันค่อยๆเริ่มที่จะรู้ถึงความต้องการทั้งหมดที่ฉันพยายามจะไขว่คว้าผ่านทางการช้อปปิ้งนั้น แท้จริงแล้วมันไม่สามารถที่จะเติมเต็มความต้องการของฉันได้ สิ่งเดียวที่จะเต็มเต็มฉัน ได้คือ พระเจ้า เท่านั้น ฉันตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะฉันไม่อยากตกอยู่ ในวงจรของปัญหาการช้อปปิ้งออนไลน์และใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยของฉัน

พระคัมภีร์ได้จัดเตรียมสิ่งจำเป็นทุกอย่างที่ฉันต้องการไว้ ตอนนี้ฉันไม่ต้องไปค้นหาใน “Google” อีกต่อไป เพราะฉันค้นพบทางออกที่จะแก้ไขปัญหาของฉันได้แล้ว คือ

1. ฉันมองหาการยอมรับและการทำให้คนอื่นพึงพอใจจากการถูกครอบงำของตนเอง
“พระเจ้าทรงยอมรับเราในสิ่งที่เราเป็นเพราะว่าพระเยซูได้ตายเพื่อเรา
(โคโลสี 1:21-22)”

2. ความสุขจากการช้อปปิ้งทำให้ประสบการณ์แย่ไที่ฉันเคยพบมานั้นหายไป แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น
“พระเจ้าทรงประทานสันติสุขที่โลกนี้ไม่เคยให้กับเรา (ยอห์น
14:27)”

3. ความสามารถในการซื้อของผ่านทางออนไลน์ของฉันทำให้ฉันรู้สึกมีพลังในการตัดสินใจจากตัวเลือกของสินค้าที่จะซื้อ (ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันควบคุมมันได้)
“ไม่ว่าเราจะพยายามควบคุมสิ่งต่างๆอย่างไร แต่แผนการหรือพระประสงค์ ของพระเจ้าทรงดำรงอยู่เสมอ (สุภาษิต
19:20) ”

4. ฉันมั่นใจว่าสิ่งที่ฉันซื้อทำให้ฉันมีความสุข
“จำไว้เสมอว่าความสัตย์ซื่อของพระเจ้าเท่านั้นที่จะนำความสุขที่ยิ่งใหญ่มาสู่ชีวิต ของฉัน (สดุดี
92:4-5)”

5. ฉันมั่นใจว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นทำให้ฉันดูดี
“ฉันเป็นลูกของพระเจ้า และความพิเศษนี้ จะทำให้ฉันดูดีทุกครั้งที่ฉันปรากฏ (ยอห์น
1:12)”

โปรดอธิษฐานเผื่อฉันเพราะฉันก็เพิ่งจะเริ่มต้นที่จะหยุดการเสพติดการช้อปปิ้งออนไลน์นี้ และก็จงระมัดระวังที่จะไม่ตกอยู่ในงานอดิเรกหรือกิจกรรมใดๆ ที่จะกระทบต่ออารมณ์ความรูสึกและความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณของเราและสิ่งเหล่านั้นก็จะนำมาซึ่งความล้มเหลวอย่างแน่นอน เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถเติมเต็ม ความต้องการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราได้

Tags: , , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง