18 เดือนแห่งความโศกเศร้า

วันที่ 11-7-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

Still-Grieving-18-Months-on

เขียนโดย เลสลีย์ โก (สิงคโปร์)

เป็นเวลากว่า 1 ปีครึ่งแล้วที่คุณยายของฉันได้จากไป แต่ฉันยังทำใจไม่ให้คิดถึงท่านไม่ได้เลย เคยมีคำพูดที่บอกว่า “คนเราไม่ควรปฏิเสธหรือเก็บซ่อนความรู้สึก แต่ควรจะเผชิญหน้ากับความรู้สึกนั้นและจัดการกับมัน” แต่ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้จริงๆ

ฉันต้องคอยเก็บซ่อนความรู้สึกอันเจ็บปวดทุกครั้งเวลาที่ฉันคิดถึงคุณยาย ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำดีๆหรือช่วงเวลาดีๆที่เราเคยมีด้วยกัน เพราะเราทั้งสองคนสนิทกันมาก หลายครั้งเวลาที่มีสิ่งดีๆเกิดขึ้น ฉันรู้สึกอยากที่จะเล่าให้ท่านฟัง แต่ก็ทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว แม้กระทั่งตอนที่ฉันกำลังเขียนบทความนี้อยู่ก็ตาม กับถ้อยคำที่เบลอๆพร้อมทั้งน้ำตาที่รินไหล

คุณยายได้จากไปอย่างกะทันหัน ตอนที่ท่านอายุได้ 93 ปี จริงอยู่ ! ที่ว่าท่านชรามากแล้วและเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ คุณหมอก็ยังตรวจพบมะเร็งในตัวท่าน และเป็นความจริงที่ว่าความตายเป็นสิ่งที่แน่นอนไม่มีใครหนีพ้น แม้ว่ามีหลายคนบอกกับฉันว่าคุณยายได้ใช้ชีวิตของท่านอย่างคุ้มค่าแล้ว แต่ความตายก็เป็นเรื่องที่เข้าใจยากและนำมาซึ่งความโศกเศร้า
ฉันเองพยายามที่จะปลอบใจตัวเองว่า การที่คุณยายได้จากไปอย่างสงบนั้นก็ดีกว่า ที่ท่านจะต้องมาทนทุกข์ทรมานกับมะเร็งร้ายที่ต้องเผชิญอยู่ และไม่ว่าช้าหรือเร็วฉันเองก็จะต้องทำใจเพื่อผ่านมันไปให้ได้ และการที่ท่านเสียชีวิตอย่างกะทันหันนั้นหมายถึง ท่านได้รับการยกเว้นจากความเจ็บปวดที่พึงจะได้รับจากผลของการเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

แต่ถึงอย่างงั้นในใจฉันกลับคิดต่างออกไป ฉันยังคงทำใจไม่ได้เลยแม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 20 เดือนแล้วก็ตาม ความเจ็บปวดอาจน้อยลงไปจากที่เคยเจ็บในตอนแรก แต่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนมีดปักตรงกลางหัวใจ เมื่อได้รู้ว่าคุณยายได้จากฉันไปแล้ว แม้ว่าบางครั้งฉันจะปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ โดยที่พอจะทำใจได้บ้าง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ภาพใบหน้าอันอบอุ่น เสียงอันนุ่มนวลของท่านผ่านเข้ามาในความทรงจำ ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็ถาโถมเข้ามา มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน
ฉันอยากจะขุดหลุมลึกๆในซอกเล็กๆของหัวใจ แล้วฝังความรู้สึกเหล่านั้นไว้ให้มันตายอยู่ข้างใน แต่เกือบจะ 20 เดือนแล้ว ฉันยังคงได้แต่ถามตัวเองว่า “ทำไม?”

ฉันยังคงไม่ได้รับคำตอบใดๆ ในช่วงอาทิตย์แรก หลังจากที่คุณยายจากไป พระเจ้าทรงปลอบโยนฉันด้วยความจริงอันเรียบง่ายของพระองค์ พระเจ้าไม่ทรงอธิบายว่าทำไม แต่สิ่งที่พระองค์ตรัสก็คือ “ทุกสิ่งอยู่ในการดูแลของเรา ถึงแม้เจ้าอาจไม่เข้าใจในบางสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทุกอย่างเราได้กำหนดไว้แล้ว สิ่งที่เจ้าควรทำก็คือ วางใจในเรา”

น่าแปลก! ที่คำปลอบโยนต่างๆที่เคยได้รับ กลับไม่ได้ช่วยให้ความเศร้าโศกและความเจ็บปวดนั้น หายไป แต่ในหัวของฉันกลับเต็มไปด้วยความคิดที่มีต่อพระเจ้าว่า ถ้าพระองค์ทรงอนุญาตให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ฉันรู้ว่าพระองค์ก็ต้องมีเหตุผลของพระองค์ ถึงแม้ฉันจะมองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจเลยก็ตาม ฉันก็แค่วางใจว่าเหตุผลนี้จะต้องเหมาะสมที่สุด เพราะว่าพระเจ้าทรงสมบูรณ์

ผ่านมาเกือบ 20 เดือนแล้ว ความจริงข้อนี้ก็ยังเป็นจริงอยู่และฉันก็ได้ยึดสิ่งนี้ไว้เพื่อเป็นการปลอบประโลมจิตใจของฉัน

ทำได้อย่างไร? สำหรับฉันแล้ว การที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมอยู่เหนือทุกสิ่งหมายความว่า ถึงแม้ฉันอาจจะมองไม่เห็นหรือไม่อาจเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นของชีวิต แต่มันก็ทำให้ฉันสามารถวางใจในพระเจ้าได้ว่า พระองค์ทรงมีเหตุผลที่ดีสำหรับสิ่งนั้น ถึงแม้ว่าฉันจะเจ็บปวดหรือทนทุกข์อยู่ในขณะนั้น อย่างน้อยฉันก็ได้รู้ว่าพระองค์ทรงมีพระประสงค์อันดีในสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่าพระเจ้าเป็นผู้กระทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีขึ้น แต่พระองค์อนุญาตให้มันเกิดขึ้นเพื่อเหตุผลอันดี และถึงแม้ว่าฉันอาจจะยังไม่เข้าใจเหตุผลนี้ในชีวิต (บางทีอาจจะได้คำตอบในวันที่ฉันได้ไปอยู่กับพระองค์ หรืออาจไม่ได้เลย) ฉันก็ยังคงวางใจได้ว่าพระเจ้ามีแต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับฉัน

พระวจนะของพระเจ้าที่มักพบบ่อยๆ ในพระธรรม โรม 8:28 “เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”
ข้อพระธรรมนี้ไม่ได้บอกว่า ทุกอย่างจะออกมาดีในท้ายที่สุด อัครทูตเปาโล เขียนจดหมายนี้ขึ้นเมื่อท่านถูกจำคุกอยู่ที่กรุงโรม และฉันก็เชื่อว่าท่านก็คงไม่ได้คาดหวังว่าสถานการณ์ของท่านจะดีไปกว่านี้ซักเท่าไหร่ แต่คำที่ท่านบอกว่า “ดี” นั้น หมายถึง “พระเจ้าปรารถนาจะสร้างเราให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์” ฉันเดาว่านี่คงจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคำถามของฉันที่ว่า ทำไมสิ่งนี้ต้องเกิดขึ้นกับฉัน? คำตอบก็คือ เพื่อเจ้าจะได้เป็นเหมือนพระเยซูไง แล้วฉันจะต้องทำอย่างไรบ้าง? เจ้าก็แค่วางใจในพระเจ้าหมดทุกสิ่ง

พระเจ้าไม่ได้เพียงแค่บอกความจริงแล้วจากไปเท่านั้น ในแต่ละวันคืนที่ผ่านไปอย่างแสนเจ็บปวดนั้น พระองค์ยังได้ทรงปลอบประโลมใจและประทานกำลังให้ฉันได้เข้มแข็ง สามารถมีชัยเหนือความเจ็บปวดและเข้าใจในความสูญเสียนั้นได้ พระองค์ทรงประทานความคิดและความรู้สึกที่ได้พักสงบในยามค่ำคืน ทรงให้กำลังฉันได้เดินหน้าต่อไป เพื่อชีวิตฉันจะไม่ต้องมาหยุดอยู่เพียงแค่ตรงนี้ ทรงประทานความรักอันอบอุ่น การปลอบโยน และกำลังใจจากคนรอบข้าง เตือนใจให้ฉันรู้ว่า ฉันไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางนี้โดยลำพัง ยังมีคนที่ร่วมเดินในเส้นทางแห่งความเจ็บปวดนี้เคียงข้างฉันเช่นกัน และพระเจ้าทรงประทานช่วงเวลาแห่งความชื่นชมยินดี เพื่อให้ฉันยังคงสุขใจและยังคงยิ้มได้

มีหลายคนบอกกับฉันว่าความเจ็บปวดจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น มันจะสอนชีวิตเราบางอย่าง หรือแม้กระทั่งเตรียมชีวิตเราให้พร้อมสำหรับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่รออยู่เบื้องหน้า ฉันเชื่อว่ามันเป็นจริง เพียงแค่บางครั้งมันยากที่จะยอมรับมันเท่านั้นเอง อาจจะมีบางครั้งที่เราไม่สามารถหาเหตุผลที่ดีมารองรับได้ในเมื่อสถานการณ์นั้น มองยังไงก็ดูไม่เหมือนว่าจะฝึกชีวิตหรือทำให้เราเข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร เมื่อความเจ็บปวดและความเสียใจที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมันช่างเกินกว่าที่จะเข้าใจได้

ฉันเชื่อว่าสถานการณ์เหล่านั้นซึ่งผ่านเข้ามา ทำให้เราต้องยึดมั่นในความจริงซึ่งสำคัญที่สุด และเชื่อมั่นว่าในสถานการณ์เหล่านั้นเราจะได้พบกับความเข้มแข็งและการปลอบประโลมที่มาจากพระเจ้าอย่างแน่นอน
“ลูกของเราเอ๋ย จงวางใจในเรา เรามีคำตอบและหัตถ์ของเราอยู่เหนือสถานการณ์นั้น เราจะอยู่กับเจ้า จงวางใจในเรา”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *