5 วิธีมองตัวเองในมุมใหม่หลังอกหัก

วันที่ 11-4-2016 • บทความ • admin • 6 ความคิดเห็น »

How-to-get-over-a-break-up

เรื่อง Michele Ong [ต้นฉบับภาษาอังกฤษ http://ymi.today/2016/04/how-to-get-over-a-breakup/]
แปล เวย์ วนีย์
เรียบเรียง จิ๊ก สิริวรรณ

ฉันกับแฟนหนุ่มจบไม่สวยสักเท่าไหร่ เขามาบอกเลิกฉันเอาตอนสัปดาห์สุดท้ายของเทอมสุดท้ายในการเรียนวารสารศาสตร์ของฉัน ฉันได้รับข้อความจากเขาในคืนวันอาทิตย์ และฉันต้องเสียเวลาค่อนคืนโทรไปร้องไห้กับเพื่อนสนิทของฉัน น้ำตาพรั่งพรูเป็นสายหลังจากบอกราตรีสวัสดิ์ในค่ำคืนนั้น

ฉันพยายามดึงสติตัวเองเพื่อไปเข้าเรียนในวันจันทร์ แต่แค่คำถามธรรมดาๆ อย่าง “เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นไงบ้าง?” ก็ทำให้น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ฉันเดินไปรอบมหาลัยอย่างไร้เรี่ยวแรง ตาบวมฉึ่ง ในมือกำก้อนกระดาษทิชชู่ไว้ เป็นสภาพที่ดูไม่ได้เลยทีเดียว

คำถามประเภท “ทำไมเขาต้องทำแบบนี้กับฉันด้วย?” “ฉันทำอะไรผิด?” ถาโถมอยู่ในใจ ในสายตาของฉันแล้ว ฉันก็พยายามทำตัวเป็นแฟนที่น่ารักที่ใครๆ ก็หวังจะมีบ้างทั้งนั้น ฉันจำวันเกิดเขาและวันครบรอบของเราได้ทุกครั้ง ฉันพร้อมที่จะรับฟังเขาเสมอเมื่อไหร่ก็ตามที่เขารู้สึกแย่

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราต่างก็ไม่เหมาะกัน เราทั้งคู่ต่างก็มีเป้าหมายชีวิตของตัวเองและใช้วิธีแตกต่างกันที่จะไปให้ถึง ฉันมีแผนที่จะทำงานและท่องเที่ยวในต่างแดนในขณะที่เขาค่อนข้างมีความสุขกับการอยู่ในนิวซีแลนด์ต่อไป ฉันมักรำคาญที่เขาขาดความทะเยอทะยานและไร้ทิศทางในชีวิต ในขณะที่เขาก็พบว่าฉันนิสัยไม่ดีที่ชอบพึ่งพาและไว้ใจคนอื่นมากเกินไป

แต่น่าเสียดายที่ฉันมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างเราทั้งคู่ คงเป็นเพราะตอนนั้นฉันเป็นแค่เด็กอายุ 23 ไร้ประสบการณ์ ไม่รับรู้เรื่องอะไรที่นอกเหนือจากเรื่องของตัวเองเลย ฉันจึงโกรธง่ายเมื่ออะไรๆ ไม่เป็นอย่างที่คิด ฉันคิดว่าฉันโชคไม่ดีเรื่องความรัก และความสุขแบบนั้นคงไม่ได้มีไว้สำหรับฉันหรอก

คุณรู้ไหมว่า หนึ่งปีก่อนที่ฉันจะเริ่มความสัมพันธ์ครั้งนี้ ฉันก็เลิกกับแฟนคนก่อนหน้าเพราะฉันพบว่าแฟนคนก่อนนั้นไม่ซื่อสัตย์ต่อฉัน ในขณะที่เขากลับพูดว่ามันเป็นเพราะเราเข้ากันไม่ได้ ฉันรู้สึกทั้งอ่อนล้า ทั้งโกรธ ทั้งเบื่อและเหนื่อยกับความเจ็บปวดซ้ำซาก จนถึงจุดที่ฉันรู้สึกว่า ฉันไม่สามารถทนอยู่ประเทศเดียวกันกับผู้ชายคนนั้นได้ เลยต้องบินไปหาเพื่อนและครอบครัวที่ออสเตรเลีย

ไม่แปลกใจที่ เกร็ก เบห์เรนดท์ ผู้เขียนหนังสือ มันเรียกว่าการเลิกราเพราะมันแตกหัก (It’s Called A Breakup Because It’s Broken) กล่าวไว้ว่า “การอกหักก็เหมือนกับการมีซี่โครงหัก ภายนอกดูไม่มีอะไรผิดปกติแต่เจ็บปวดทุกครั้งที่หายใจ

คุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กับที่ฉันเคยเป็นหรือเปล่า ให้ฉันแบ่งปันเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันหวังว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณบ้าง

1.นำความเจ็บปวดมาหาพระเจ้า

ไม่รู้กี่คืนที่ฉันต้องซบหน้าลงที่เตียงท่ามกลางน้ำตาและทูลพระเจ้าได้เพียงแค่ว่า “ข้าแต่พระเจ้า…” แต่ไม่มีกำลังพอที่จะจบคำอธิษฐานได้เลย

ด้วยความสัตย์จริงฉันยอมรับว่าความเจ็บปวดจากการเลิกรานั่นเองที่บีบให้ฉันกลับไปหาพระเจ้า เหมือนที่ ซี เอส ลิวอิสกล่าวว่า “ความเจ็บปวดทำให้เราแสวงหาการช่วยเหลือ เสียงของพระเจ้ามักแผ่วเบาเหมือนเสียงกระซิบเมื่อเรายินดี เป็นเหมือนเสียงพูดต่อจิตสำนึกผิดชอบชั่วดีของเรา และเป็นเสียงตะโกนเมื่อเราเจ็บปวด มันเป็นโทรโข่งเพื่อปลุกโลกที่หูหนวกใบนี้” ในทำนองเดียวกัน ความเจ็บปวดของฉันเป็นวิธีของพระเจ้าที่ดึงฉันกลับไปหาพระองค์ ดังนั้นฉันจึงหันไปหาพระองค์และร้องไห้คร่ำครวญอย่างขมขื่นเหมือนลูกเข้าไปหาพ่อในเวลาที่โศกเศร้า

ฉันได้พบกับการปลอบประโลมใจอันยอดเยี่ยมใน สดุดี 147:3 ที่ซึ่งผู้เขียนได้ประกาศว่า “พระองค์ (พระเจ้า) ทรงรักษาคนที่ชอกช้ำระกำใจ และทรงพันผูกบาดแผลของเขา” เมื่อฉันรู้สึกเหลือตัวคนเดียวลำพังหลังถูกบอกเลิก ฉันก็ได้รับการปลอบประโลมจาก ยอห์น 16:32  ซึ่งอธิบายความโดดเดี่ยวของพระเยซูและความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วย “ดูเถิด เวลาจะมา และเวลานั้นก็ถึงแล้ว ที่ท่านจะต้องกระจัดกระจายไปยังที่อยู่ของท่านทุกคน” พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวก “และจะทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียว แต่เราหาได้อยู่ผู้เดียวไม่ เพราะพระบิดาทรงสถิตอยู่กับเรา”

อย่าถูกชักจูงด้วยวิธีเยียวยาอย่างทันใจเช่น ดื่มหนักๆ กินยา หรือหาใครสักคน เพราะนั่นไม่ใช่แค่ความเสี่ยงเท่านั้น แต่ความรู้สึกที่เหลืออยู่จะเป็นความอ่อนแอยิ่งกว่าตอนแรกซะอีก

แต่เราควรกลับไปสู่การรักษาที่แท้จริงจากพระเจ้าผู้รักษาที่ชำนาญทรงอยู่ใกล้ผู้ที่หัวใจสลาย และมากยิ่งกว่า พระองค์จะทรงเยียวยาหัวใจที่แตกสลายของคุณให้กลับคืนสู่สภาพดี

2. จำเอาไว้ว่าคุณเป็นที่รักของพระเจ้า

ช่วงเวลาหลังจากผ่านขั้นตอนการเลิกราเป็นช่วงที่ท้าทายมากที่สุด ฉันรู้สึกว่าฉันกลายเป็นคนที่ไม่มีเสน่ห์น่าดึงดูดใจอีกต่อไปซึ่งอันที่จริงฉันก็ไม่ได้สนอะไรนัก และฉันก็เป็นเพียงแค่เบี้ยในกระดานหมากรุกของใครสักคน ฉันอยากจะนั่งกินขนมถุงไปทั้งวันและจมอยู่ในความน่าสังเวช ความคิดแง่ลบกลายมาเป็นเหมือนเพื่อนร่วมเดินทาง มันบุกเข้าไปในหัวของฉันพร้อมกับความคิดประเภทที่ว่า “ถ้าเพียงแค่ฉันจะสวยกว่านี้ ฉลาดกว่านี้ หรือมีงานที่หรูหราสักหน่อย…”

วันหนึ่งขณะที่ฉันเอาแต่คร่ำครวญกับพระเจ้าว่าฉันรู้สึกไม่เป็นที่รักแค่ไหน ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าพูดกับฉันว่า “แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเรารักเจ้า” นั่นค่อนข้างเป็นการเปิดเผยที่ยิ่งใหญ่สำหรับฉัน สมัยเด็กฉันเคยร้องเพลงในชั้นรวีอย่างเช่น “พระเยซูรักฉันรู้แน่” แต่ก็ไม่เคยเข้าใจจริงๆ ว่าพระองค์ทรงรักฉันแค่ไหน แต่ชั่วขณะนั้นเอง ในความอ่อนแอที่สุด และอาจจะเป็นความขี้เหร่ที่สุดด้วย (ยอมรับว่าตัวเองนอนซมอยู่ในชุดนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิงและร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเขื่อนแตก) ฉันรู้สึกถึงความมั่นใจอย่างสงบว่าพระเยซูยังคงรักฉัน ในฉับพลันนั้นเอง ความคิดทั้งหมดเรื่องความขัดสนและความไม่มั่นใจที่ฉันรู้สึกตั้งแต่ที่ถูกบอกเลิกก็หายไป

ฉันขอหนุนใจคุณว่าอย่านิยามตัวเองเพียงแค่เรื่องอกหัก และจงมองตัวเองแบบที่พระเจ้ามองคุณ แฟนเก่าอาจไม่ชื่นชมคุณค่าในตัวคุณ แต่สำหรับพระเจ้าคุณล้ำค่าและมีเกียรติ (อิสยาห์ 43:4) คุณครบบริบูรณ์ในพระองค์ (โคโลสี 2:10) และคุณเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้กระทำสิ่งดี (เอเฟซัส 2:10)

จำเอาไว้ว่าคุณเป็นใครในพระคริสต์ และคุณได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้า (เอเฟซัส 2:4)

3. จดจ่อที่อนาคต

คุณอาจถูกชักจูงให้คิดถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับแฟนเก่าของคุณ นี่แหละเป็นการยับยั้งคุณไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า ฉันลบข้อความและอีเมล์ออกไปหมด ทิ้งของขวัญทุกชิ้นที่เขาให้ จะเหลือก็แต่เจ้าตุ๊กตากระต่ายปีเตอร์ เพราะฉันทนไม่ได้ที่จะต้องเสียมันไป และฉันยังพบว่าตัวเองฟังเพลงอกหักซ้ำไปซ้ำมา

พระคัมภีร์บอกให้เราลืมสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง และดำเนินต่อไปสู่สิ่งที่อยู่ข้างหน้า (ฟิลิปปี 3:13) ดังนั้นฉันจึงบังคับตัวเองให้หยุดกังวลหรือคิดมากเกี่ยวกับอดีต และใช้เวลาเพื่อจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่ทำซะใหม่ ฉันตัดสินใจใช้เวลากับพระเจ้ามากขึ้น และตั้งตารอการเริ่มต้นชีวิตการทำงานในฐานะนักหนังสือพิมพ์

ฉันเริ่มขอบคุณพระเจ้าสำหรับการเลิกราในครั้งนี้ด้วย “พระองค์รู้มาตลอดว่าในที่สุดความสัมพันธ์ครั้งนี้จะถึงจุดจบ” ฉันบอกพระเจ้า “พระองค์ทรงประคองโลกของฉันไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” ฉันรู้สึกสบายใจที่รู้ว่าพระเจ้ามองเห็นเหตุการณ์นี้ล่วงหน้า (สดุดี 139:16) และทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น เพราะพระองค์มีสิ่งที่ดีกว่าเก็บไว้รอฉันอยู่ ตอนนั้นฉันก็ไม่รู้หรอกว่า “สิ่งที่ดีกว่า” นั้นคืออะไร แต่ฉันก็ยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์แม้ไม่เข้าใจ รับรู้แค่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าและพระองค์จะทรงดูแล

4. นับพระพรของคุณ

ดูเหมือนเวลาผ่านไปช้าเหลือเกินในช่วงเวลาแห่งการทำใจ เวลากลางวันช่างแสนยาวนาน และกลางคืนยิ่งยาวนานกว่า คนมักพูดว่าเวลาจะรักษาทุกบาดแผล แต่เวลาดูจะผ่านไปช้าเหลือเกินสำหรับฉัน

ระหว่างช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แสนยากเย็นนี้ ฉันก็พบว่าการทำให้ตัวเองไม่ว่างเป็นเรื่องดีไม่น้อย ฉันมัวยุ่งอยู่กับการนับพระพร และที่จริงมันยากมากกว่าที่คิดเอาไว้มาก

ตอนที่มีแฟน มันก็ง่ายที่จะขอบคุณสำหรับชีวิตและความรู้สึกที่ได้รับพร “ขอบคุณพระเจ้าสำหรับแฟน สำหรับครอบครัวผู้ที่รักฉัน” แต่เมื่อสิ่งนี้หายไป (แค่แฟนนะไม่ใช่ครอบครัวและเพื่อน) ฉันต้องสร้างความพยายามในการควบคุมด้วยความรู้สึกในด้านดีๆ เพื่อจะรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ

ฉันยังคงทำรายการของสิ่งที่ฉันขอบคุณในชีวิตประจำวันไว้ในสมุดบันทึก ฉันขอบคุณพระเจ้าที่สามารถไปดูหนังกับเพื่อนได้ ไปทานอาหารกลางวันและมื้อเย็นกับครอบครัว และกระโปรงตัวใหม่ (ถ้าฉันได้ไปช๊อปปิ้งวันนั้นอ่ะนะ) สำหรับฉัน การนับพระพรทำให้ฉันไม่กลับไปอยู่ในสภาพโกรธ ขมขื่น และแค้นใจ

ดูเหมือนว่าการบอกให้นับพระพรในชีวิตฟังดูน่าเบื่อ แต่ในพระคัมภีร์กล่าวว่าเราควร “ขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย” (1 เธสะโลนิกา 5:18) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องกระโดดโลดเต้นบอกทุกคนว่าดีแค่ไหนที่คนรักเลิกรากับคุณไป สำหรับฉันแล้วมันหมายถึงการยังคงรักษาทัศนคติของการรู้สึกซาบซึ้งใจและขอบคุณพระเจ้าอย่างสงบที่ทรงอยู่กับฉันระหว่างช่วงเวลาที่ยากลำบาก

5. ยกโทษให้เขา

พูดตรงๆ เลยนะ ฉันยอมรับว่าไม่อยากจะยกโทษให้แฟนเก่าเลย การที่ต้องยกโทษให้กับเขาเหมือนกับฉันกำลังให้บัตรอิสรภาพกับเขา อันที่จริงทำไมฉันต้องให้สิทธิพิเศษนั้นแก่เขาด้วยล่ะ

หลังจากนั้นฉันจำได้ถึงบทสนทนาระหว่างฉันกับพระเจ้าขณะที่อธิษฐานเผื่อทุนซึ่งจะทำให้ฉันได้ทำงานกับหนังสือพิมพ์ปักกิ่งเป็นเวลาสามเดือน ตอนนั้นฉันบอกพระเจ้าว่าฉันต้องการทุนนั้นมากแค่ไหน และพระเจ้าตรัสว่า “แต่เจ้าต้องให้อภัยแฟนเก่าก่อน” ไม่มีทางฉันไม่ทำอย่างนั้นแน่ ฉันตอบ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ย้ำเตือนฉันใน มาระโก 11:25 “เมื่อท่านยืนอธิษฐานอยู่ ถ้าท่านมีเหตุกับผู้หนึ่งผู้ใดจงยกโทษให้ผู้นั้นเสีย เพื่อพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะโปรดยกความผิดของท่าด้วย”

ฉันไม่พอใจความคิดเรื่องการต้องให้อภัยแฟนเก่าเลย แต่ฉันก็รู้ว่ามันต้องทำ

แน่นอนว่าฉันไม่ได้รีบอ้าแขนพร้อมที่จะกอดเขาด้วยอ้อมกอดแสนอบอุ่นและบอกว่าฉันให้อภัยเขาแล้ว สำหรับฉันนั้นการให้อภัยเขาหมายถึงฉันต้องช้าในการที่หัวใจของฉันจะไม่พอใจสิ่งต่างๆ ของเขา ฉันรู้ว่าจะไม่สามารถเรียกตัวเองว่าคริสเตียนได้เลยถ้ายังไม่สามารถให้อภัยคนที่ทำให้ฉันเจ็บได้

ฉันดีใจที่ฉันให้อภัยเขาเพราะว่าไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ฉันได้รับอีเมล์ที่เสนอทุนให้ฉันไปปักกิ่ง ฉันเชื่อว่าพระเจ้ากำลังทดสอบและสร้างคุณลักษณะให้ฉันในเวลาเดียวกัน พระองค์ต้องการให้ฉันยกโทษผู้อื่นเหมือนอย่างที่พระองค์ยกโทษให้ฉัน (มัทธิว 6:14) รักศัตรู (ลูกา 6:27) และอวยพรผู้ที่ทำให้เราเจ็บปวด (ลูกา 6:28)

การเลิกรามันหนักหนาสาหัส ยุ่งยากลำบากใจ และรู้สึกถูกทำร้าย ข่าวดีก็คือค่ำคืนอันมืดมนเหล่านี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป คุณจะผ่านพ้นมันไปแน่ แม้ว่ายากที่จะมองผ่านความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอยู่ในชั่วขณะนั้น

แต่จำเอาไว้ว่าพระเจ้ารักและห่วงใยคุณ มิชชั่นนารีแฟรงค์ ลาบัช เคยพูดว่า

“พระคริสต์สนใจในสิ่งเล็กน้อยทุกเรื่อง
เพราะว่าความรักที่พระองค์รักเรานั้นใกล้ชิดยิ่งกว่ามารดารักลูกน้อยของเธอเสียอีก”

Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง