4 วิธีเอาชนะ ‘ความรู้สึกสงสารตัวเอง’

วันที่ 22-4-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

How-I-Got-Rid-of-Self-Pity

เรื่อง  Yahya A. Tioso 
แปล อุ้ย วิจิตรา
เรียบเรียง จิ๊ก สิริวรรณ

ผมมีเหตุผลมากมายที่จะรู้สึกสงสารตัวเอง และข้อที่ใหญ่ที่สุดคือความพิการทางร่างกายของผม ผมเกิดมาหูหนวก ผมไม่สามารถพูดคุยกับใครได้จนพ่อแม่ต้องส่งผมเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนพิเศษสำหรับคนพิการตอนอายุ 7 ขวบ 

ตลอดช่วงวัยเด็ก ผมรู้สึกผ่อนคลายเฉพาะเวลาอยู่ที่บ้านกับครอบครัว หรืออยู่กับเพื่อนที่โรงเรียนที่มีสภาพเดียวกันเท่านั้น ผมขาดความมั่นใจที่จะสื่อสารกับผู้คนในที่สาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผมต้องการสั่งอาหาร ผมกลัวว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจสิ่งที่ผมต้องการจะพูดหรือกลัวว่าพวกเขาจะหัวเราะเสียงแปลกๆของผม ผมจึงขอให้พ่อแม่หรือพี่น้องสั่งอาหารให้ผมอยู่เสมอ

บ่อยครั้งที่ผมชอบหงายการ์ด ‘เหยื่อผู้น่าสงสาร’ และมองตัวเองเป็นคนน่าเห็นใจต้องการความช่วยเหลือ ข้ออ้างที่ผมใช้อยู่ตลอดคือ “ผมจะไปทำอะไรได้ ผมหูหนวก ผมต้องการความช่วยเหลือ” ในเวลานั้น ผมไม่เห็นเลยว่าถ้าผมยังคงเวทนาตัวเองอยู่อย่างนี้ ผมจะพลาดโอกาสที่ดีในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถพิเศษที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้

แต่พระเจ้าได้สำแดงให้ผมเห็นความรักและพลังที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์ในงานที่แสนอัศจรรย์ของพระองค์ พระองค์ทรงสอนวิธีหลีกเลี่ยงความรู้สึกเวทนาตัวเองและทรงเปลี่ยนความคิดของผมใหม่จากพระวจนะคำของพระองค์

1. วางใจพระเจ้าในทุกเรื่อง

หลังจากเรียนจบจากโรงเรียนพิเศษ พ่อแม่ส่งผมเข้าเรียนมัธยมปลายในโรงเรียนปกติ ที่ไม่ได้มีความช่วยเหลือพิเศษใดๆสำหรับคนหูหนวก แม้ผมจะรู้ว่าพ่อกับแม่อธิษฐานขอการทรงนำของพระเจ้าก่อนที่จะส่งผมเข้าโรงเรียนนั้น ผมก็ยังกลัวอยู่ดี เพราะรู้สึกว่าเด็กที่นั่นจะต้องเก่งกว่าผม และผมคงจะเรียนตามเพื่อนไม่ทัน

อย่างกับรู้ล่วงหน้า พอเริ่มไปโรงเรียนใหม่ก็เริ่มรู้สึกท้อแท้ ผมเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างคนที่ได้ยินกับคนหูหนวก ผมรู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง เหงาและโดดเดี่ยว ไม่มีใครเข้าใกล้หรือคุยกับผม ผมไม่ค่อยเข้าใจที่ครูสอนเพราะพวกเขาพูดเร็วมาก ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกินความสามารถของผม บ่อยครั้งที่ผมปลีกตัวไปอยู่ในห้องน้ำนั่งร้องไห้คนเดียว

ผมเริ่มเปรียบเทียบตัวเองในอดีตและปัจจุบัน ที่โรงเรียนเก่า ครูจะก็สอนช้าๆ ทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจในสิ่งที่ครูพูด เพื่อนๆ ก็เข้าใจและเล่นกับผมอยู่เสมอ ทุกอย่างดูง่ายและสนุกไปหมด!

จนกระทั่งผมรู้สึกทนไม่ไหว ผมจึงขอให้พ่อแม่ย้ายผมกลับไปเรียนที่โรงเรียนสำหรับคนหูหนวกเหมือนเดิม แต่พ่อกับแม่กลับไม่เห็นด้วย พวกเขาถามผมกลับว่า “แล้วลูกจะทำยังไงที่จะเรียนที่นี่ต่อได้” ผมตอบทันทีว่า “เพื่อน”

พ่อกับแม่จึงบอกให้ผมอธิษฐานขอเพื่อนจากพระเจ้าอย่างจริงจังและ ผมก็ลองทำตาม…

วันหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งในห้องเดินเข้ามาหาผมถามว่าผมพูดได้ไหม ผมตอบว่า “พูดได้….นิดหน่อย”

เขาเป็นเพื่อนที่ดีมากและกระตือรือร้นที่จะฝึกวิธีสื่อสารกับผมอยู่เสมอ เขาจะขอให้ผมพูดซ้ำถ้าเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ผมพูด และถ้าพยายาม 2-3 ครั้งแล้วยังไม่เข้าใจอยู่ เขาจะให้ผมเขียนสิ่งที่ต้องการจะพูดในสมุด เวลาที่ผมไม่เข้าใจเขาก็ทำเช่นเดียวกัน วิธีนี้เลยสร้างความมั่นใจในการพูดให้ผมทีละน้อยๆ

ผมรู้สึกประหลาดใจในพระคุณของพระเจ้าในชีวิตของผม ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมมีความเชื่อและความไว้วางใจมากขึ้นว่า พระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของลูกๆ ของพระองค์ ผมได้เรียนรู้ที่จะเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าในยามที่มีปัญหาแทนที่จะจมอยู่กับความสงสารตัวเอง

2. สำนึกในพระคุณ

ความรู้สึกสงสารตัวเองทำให้ผมจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไม่ดีและไม่ได้สนใจพระคุณของพระเจ้าในชีวิตผม มันทำให้ผมเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นและโทษสถานการณ์ โทษคนอื่น หรือแม้กระทั่งโทษพระเจ้า

“ทำไมพระเจ้าสร้างผมมาแบบนี้”
“ทำไมผม/ฉันไม่หน้าตาดีเหมือนคนอื่นๆ”
“ทำไมพระเจ้าส่งผมมาอยู่กับครอบครัวนี้ ทำไมไม่เป็นครอบครัวอื่น”
“ทำไมพ่อกับแม่ของผมถึงไม่ดีเท่าพ่อแม่ของเพื่อนๆ”
“ผมอยากให้ชีวิตมันง่ายกว่านี้”

แต่พระเจ้าได้เปิดดวงตาของผมให้เห็นว่า ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่ผมควรสำนึกในพระคุณของพระองค์ พระองค์ได้มอบครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรักให้กับผม ได้อาศัยในบ้านที่สะดวกสบาย ได้ทานอาหารอร่อย ๆ มีโอกาสได้ไปโรงเรียน มีเพื่อนๆ ที่ดี มีครูที่ดี และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่สิ่งที่อัศจรรย์ที่สุดคือ พระองค์ให้โอกาสผมได้รู้จักและสัมผัสกับความรักของพระองค์ พระวจนะคำของพระเจ้าได้บอกไว้ว่า พระเจ้าสร้างเราขึ้นมามีเอกลักษณ์แตกต่างกัน รวมทั้งผมด้วย (สดุดี 139: 13-14) และพระเจ้ารักเรามาก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพระองค์ถึงส่งพระเยซูลงมายังโลกเพื่อสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแทนเราทุกคน เพราะฉะนั้น เราจึงได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระองค์ (ยอห์น 3:15)

เมื่อผมเริ่มจดจ่อกับความรักและความดีงามของพระเจ้า หัวใจของผมก็สดใสและเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี ปัญหามากมายของผมกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้แก่ผม พระเจ้าประทานความเข้มแข็งให้กับผมเพื่อที่จะเผชิญปัญหาต่างๆ ไปกับพระองค์ ผมจึงไม่ได้จดจ่อที่ปัญหาอีกต่อไป แต่จดจ่อที่ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแทน

3. วางสิทธิส่วนบุคคลของผมไว้กับพระเจ้า

ความรู้สึกสงสารตัวเองลวงให้ผมคิดว่า ผมมีสิทธิจะได้รับการเอาใจใส่ การช่วยเหลือ และการปรนนิบัติเป็นพิเศษสำหรับความโชคร้ายของผม ผมเริ่มจดจ่ออยู่กับตัวเองและรู้สึกผิดหวังเมื่อคนอื่นไม่ได้ทำสิ่งที่ผมคาดหวังไว้

ผมรู้สึกว่าตัวเองขี้บ่นมากขึ้น “ทำไมไม่มีใครสนใจผม ช่วยผม หรืออยากเป็นเพื่อนกับผม” ผมคาดหวังว่าคนอื่นควรจะทำนู่นทำนี่ให้ผมโดยไม่รู้ตัว แค่เพราะว่าผมหูหนวก พอสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น มันทำให้ผมเครียดและปวดหัวโดยไม่จำเป็น

ผมจำได้เมื่อครั้งที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ประเทศมาเลเซีย เป็นครั้งแรกที่ผมอยู่ห่างจากครอบครัวและเพื่อนๆ ผมเครียดมากและพยายามอย่างหนักที่จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ทั้งๆ ที่ผมอธิษฐานแต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น แต่ ณ ตอนนั้นเองที่พระเจ้าตรัสกับผมในใจว่า “ลูกเอ๋ย ปล่อยวางสิทธิทุกอย่างที่เจ้าคิดว่าเจ้าควรได้ไว้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นสิทธิที่จะได้รับความสนใจ สิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือ หรือสิทธิที่จะมีเพื่อน

ผมประหลาดใจกับคำตรัสสั่งของพระเจ้าเพราะมันฟังดูแปลกๆ ตอนแรกผมต่อสู้กับตัวเองมากที่จะทำตามที่พระเจ้าตรัส แต่ผมจำได้ว่าพระองค์จะทรงประทานทางออกที่ดีที่สุดของปัญหาเสมอและพระองค์ก็ท้าทายผมให้เผชิญหน้ากับมันในชีวิตของผม ในที่สุดผมก็เชื่อฟัง ผมวางสิทธิส่วนบุคคลทุกอย่างไว้กับพระเจ้า ถึงแม้ว่าตอนนั้นผมจะยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของมันสักเท่าไร

วันต่อมา หัวใจของผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผมรู้สึกถึงสันติสุขลึกๆ ในใจและในที่สุดผมก็เข้าใจว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสหมายความว่าอย่างไร เมื่อผมยอมวางสิทธิข้อเรียกร้องของตัวเองลง ไม่คาดหวังว่าคนอื่นจะช่วยผมหรือปฏิบัติกับผมเป็นพิเศษเพราะความพิการของผมอีกต่อไป ในทางกลับกัน ผมได้เรียนรู้ที่จะวางใจในพระเจ้าว่า พระองค์จะทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นให้กับผมในเวลาของพระองค์

4. ศรัทธาในพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์

ตอนเป็นเด็ก ผมถามแม่บ่อยๆว่า “ทำไมผมถึงเกิดมาหูหนวก” แม่ก็มักจะตอบว่า “เพราะแม่ป่วยตอนอุ้มท้องลูกจ้ะ” แต่คำตอบของแม่ไม่เคยทำให้ผมพอใจเลย

วันหนึ่ง ผมถามคำถามเดิมกับแม่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้แทนที่แม่จะตอบคำตอบเดิม แม่กลับเปิดพระคำยอห์น 9:1-3 ให้ผมอ่านไปพร้อมๆ กับเธอ “เมื่อพระองค์เสด็จดำเนินไปนั้น ทรงเห็นชายคนหนึ่งตาบอดแต่กำเนิด และพวกสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์ว่า ‘พระอาจารย์เจ้าข้า ใครได้ทำผิดบาป ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด’ พระเยซูตอบว่า ‘มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป แต่เขาเกิดมาตาบอดเพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา’”

หลายคนคิดว่าความพิการคือโทษของความบาป ไม่ว่าจะเป็นบาปของคนนั้น หรือไม่ก็ของพ่อแม่เขา แต่พระเยซูได้ให้ความกระจ่างแล้วว่า บางครั้งพระเจ้าก็อนุญาตให้เกิดความพิการขึ้นเพราะพระองค์ทรงมีจุดประสงค์ผ่านชีวิตของแต่ละคนที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

เมื่อผมได้อ่านพระธรรมข้อนี้ หัวใจผมก็เต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ผมตระหนักแล้วว่าตัวผมไม่ใช่ “สินค้ามีตำหนิ” และพระเจ้ามีแผนการสำหรับชีวิตของผม หรือแม้แต่ความพิการของผม ถึงแม้ขณะที่ผมไม่เข้าใจทั้งหมดว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะสำแดงในชีวิตแและผ่านชีวิตของผมไปได้ยังไง ผมก็อยากจะทำให้ดีที่สุดและมีชีวิตที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย

เวลาผ่านไป ผมเริ่มมีเพื่อนมากขึ้นและสามารถเรียนตามได้ทัน ที่จริงผลการเรียนผมถือว่าดีเลยด้วยซ้ำ ช่วงม.1-ม.5 ผมมักสอบได้อันดับต้นๆ ของห้อง มีแค่สองครั้งที่ไม่ได้ จนในที่สุด ผมมีโอกาสได้เรียนต่อต่างประเทศ ได้รับรางวัลการออกแบบผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมจากหนึ่งในวิชาที่เรียน ได้ทำงานที่ดี และมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้วด้วย

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมได้เห็นว่าพระเจ้าได้แสดงถึงฤทธิ์อำนาจและความรักผ่านทางพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของผม

ถ้า “คนปกติ” ประสบความสำเร็จบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ก็ดูไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ถ้าเป็นคนที่สื่อสารกับคนอื่นลำบาก หรือยากที่จะเข้าใจสิ่งที่ครูสอนได้ กลับเป็นที่หนึ่งของชั้นเรียนละก็ อาจดูเป็นไปไม่ได้เลยด้วยกำลังหรือความพยายามของคนๆ นั้นเอง ผมเคยเห็นนะ ตัวอย่างเช่น คนที่ไม่มีมือแต่สามารถวาดรูปด้วยเท้าได้อย่างสวยงามกว่าคนที่มีมือเสียอีก

ผมเชื่อว่าพระเจ้าใช้คนพิการและคนที่คิดว่าตัวเองอ่อนแอในโลกนี้เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าพระองค์สามารถใช้คนอ่อนแอเพื่อพระสิริและพระประสงค์ของพระองค์ (1 โครินธ์ 1:26-29)

ความเข้าใจแบบนี้ได้เปลี่ยนมุมมองต่อสภาวะของผม และทำให้ผมเลิกหาข้ออ้างให้กับความรู้สึกสงสารตัวเอง ผมสามารถเชื่อวางใจในพระเจ้าได้ เพราะพระองค์สามารถใช้ความอ่อนแอในคนของพระองค์และในทุกสถานการณ์เพื่อแสดงพระสิริของพระองค์ รวมถึงผมด้วย 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมของผู้เขียนได้ที่เว็บไซต์นี้  http://godisnotdeaf.com/

Tags:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *