คลื่นเปลี่ยนชีวิต

วันที่ 11-3-2016 • บทความ • admin • 1 ความคิดเห็น »

ilustrasi-tsunami

เรื่อง  Kelty Tjhin
แปล แอ้ นวพร
เรียบเรียง จิ๊ก สิริวรรณ

ในวันที่ 26 ธันวาคม ปี 2004 หนึ่งในโศกนาฏกรรมที่มีคนตายมากที่สุดในบันทึกประวัติศาสตร์ได้เกิดขึ้น เมื่อคลื่นยักษ์สึนามิ ซึ่งได้เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ท้องทะเลถาโถมเข้าใส่ประเทศในแถบมหาสมุทรอินเดีย คร่าชีวิตคนกว่าสองแสนคนใน 14 ประเทศ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เมืองบันดาร์อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกที่โดนคลื่นซัดในรัศมี 4 กม. ผู้คนมากกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นคนเสียชีวิต บทความนี้เป็นคำพยานของเคลธี่ถึงความดีงามของพระเจ้าในเหตุการณ์วันนั้น

ฉันยังจำเหตุการณ์ในวันแห่งความเป็นความตายนั้นได้ชัดเจนราวกับพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน วันที่ 26 ธันวาคม ปี 2004 เป็นวันที่บ้านเกิดของฉัน คือ เมืองบันดาร์อาเจะห์ถูกทำลาย และเป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตฉันไปตลอดกาล ตอนนั้นฉันอายุแค่ 9 ขวบ

วันนั้นเป็นวันบ๊อกซิ่งเดย์ (วันหลังวันคริสตมาสที่ห้างสรรพสินค้าจะลดราคาของครั้งใหญ่) และทุกคนกำลังอยู่ในช่วงรื่นเริง ฉันกำลังนอนเล่นอยู่บนเตียง ทันใดนั้นเฟอร์นิเจอร์ก็สั่นอย่างรุนแรง เพียงครู่เดียวเราก็รู้แล้วว่ากำลังเกิดแผ่นดินไหว ยายของฉันส่งเสียงโวยวายวิ่งเข้ามาในห้องนั่งเล่น เราเห็นร้านขายของสามร้านซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านพังทลายลงมาเสียงดังสนั่น เมื่อแผ่นดินหยุดไหว เราพยายามตั้งสติสุดกำลังแต่ก็ทำได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น เพราะซักพักเราก็เห็นผู้คนวิ่งไปมาตะโกนว่า “หนีเร็ว! น้ำกำลังมา!”

ฉันกับแม่รีบเก็บข้าวของมีค่า แต่มันกลายเป็นความพยายามที่ไร้ประโยชน์ เราแทบไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นไม่ใช่เพียงน้ำท่วมธรรมดา แต่เป็นคลื่นยักษ์สึนามิ!

ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ฉันได้ยินเสียงดังกระหึ่ม และเมื่อเงยหน้าขึ้นไปเห็นเรือถูกคลื่นยักษ์ซัดผ่านบ้านฉันไปต่อหน้าต่อตา จากนั้นไม่นาน น้ำสีโคลนขุ่นคลั่กก็เริ่มทะลักเข้ามาในบ้านและเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับหน้าอก คือประมาณ 1 เมตร คลื่นความกลัวถาโถมฉันจนคิดว่าตัวเองต้องตายแน่ ๆ ก็แล่นผ่านเข้ามาในความคิด

“นี่เป็นจุดจบของฉันแล้วจริงเหรอ” ฉันคิด ทันใดนั้นฉันก็นึกถึงภาพของฉากวาระสุดท้ายจากพระธรรมวิวรณ์ที่ครูรวีเคยเอาให้ดู ฉันร้องด้วยความสิ้นหวังว่า “ฉันจะหนีจากน้ำท่วมนี้ได้ยังไง พระเจ้าคะ ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย! เราต้องการพระองค์!”

หลังจากนั้นฉันได้ยินเสียงดังสนั่นของคลื่นยักษ์ที่ทะลักเข้ามาในบ้าน ทำลายกำแพงบ้านและซัดเราออกไป ฉันช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เพราะฉันทั้งตัวเล็กและว่ายน้ำไม่เป็น ฉันจึงเริ่มจมลง

ณ วินาทีนั้นที่ฉันคิดว่าไม่เหลือความหวังใด ๆ แล้ว ฉันได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ว่า “ตะโกนออกมาสิ เคลธี่” ฉันไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน แต่ฉันทำตามเสียงนั้นและตะโกนให้ดังสุดชีวิต “พระเจ้าช่วยด้วย! แม่ช่วยด้วย!”
ทันใดนั้นเองที่ฉันรู้สึกว่าร่างกายถูกดึงขึ้นมาจากน้ำ พอลืมตาขึ้นมาฉันเห็นแม่! แม่ได้ยินเสียงฉันและดึงฉันขึ้นมาจากน้ำ ฉันหายใจได้อีกครั้ง สรรเสริญพระเจ้า ฉันยังไม่ตาย!

ฉัน ยาย และแม่ปีนขึ้นไปบนระเบียงของเพื่อนบ้านและอยู่ที่นั่นหลายชั่วโมงจนน้ำลดลง หลังจากนั้นเราเดินไปยังที่สูงเพื่อหาที่กำบัง เราไม่มีอะไรติดตัวเลยนอกจากเสื้อผ้า สุดท้ายเราไปพักอยู่กับเพื่อนแม่ 2 วันก่อนที่ทางกองทัพจะบอกให้เราย้ายออกจากบันดาร์อาเจะห์ ในขณะออกจากเมือง เราเห็นศพกองทับถมเป็นกองใหญ่บนถนนและได้ยินเสียงผู้คนที่สูญเสียคนในครอบครัวร้องไห้ด้วยใจแตกสลาย เสียงร้องไห้เหล่านั้นยังคงฝังใจฉันอยู่จนทุกวันนี้

ทุกครั้งที่ฉันหวนนึกถึงโศกนาฏกรรมนี้ทำให้ฉันนึกถึง สดุดี 121:1-2 ข้าพเจ้าเงยหน้าดูภูเขา ความช่วยเหลือของข้าพเจ้ามาจากไหน ความช่วยเหลือของข้าพเจ้ามาจากพระยาเวห์ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก” ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า ฉันเชื่อว่าพระองค์บอกให้ฉันตะโกนในขณะที่ฉันกำลังจม และพระองค์เองเป็นผู้ที่ช่วยฉันให้รอดจากน้ำลึก

โศกนาฏกรรมครั้งนั้นเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตของฉันและสอนให้ฉันเชื่อวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจ เมื่อใดก็ตามที่ฉันคิดว่าฉันทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ด้วยความสามารถของตนเอง พระเจ้าทรงเตือนฉันว่าทุกสิ่งที่ฉันมีและสามารถทำได้นั้นมาจากพระคุณของพระองค์ทั้งสิ้น และเมื่อใดก็ตามที่ฉันอยากจะใช้ชีวิตอย่างอิสระและมองหาความพึงพอใจจากโลกนี้ พระเจ้าเตือนฉันว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งชีวิตของฉัน และมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่เติมเต็มหัวใจของฉันได้

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ฉันขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกลมหายใจที่พระเจ้ามอบให้ และทำให้ฉันอยากจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในการทำให้พระองค์ทรงพอพระทัยและถวายเกียรติแด่พระองค์

Tags:

One Response

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง