5 เหตุผลที่คุณควรดู RISEN

วันที่ 29-3-2016 • ข้อคิดจากหนัง, บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

Movie-Review-Risen

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์บางส่วน 

เรื่อง โจแอนนา ฮอ (ต้นฉบับภาษาอังกฤษจาก http://ymi.today/2016/03/5-reasons-to-watch-risen/)
แปล จิ๊ก สิริวรรณ

ที่จริงฉันไม่ค่อยชอบดูหนังที่สร้างมาจากเนื้อเรื่องในพระคัมภีร์สักเท่าไหร่ เพราะบ่อยครั้งที่โครงเรื่องจะถูกดัดแปลงจากพระคัมภีร์ไปซะมากด้วยคำกล่าวอ้างของผู้สร้างที่ว่าเป็นเสรีภาพในการสร้างสรรค์งานเช่นภาพยนตร์ เอ็กโซดัส ก๊อดส์ แอนด์ คิง (Exodus: Gods and Kings) ซึ่งนำเสนอมุมมองที่ทำให้เกิดความสงสัยในความเชื่อ มิหนำซ้ำยังลดบทบาทของพระเจ้าในเรื่องลงไปเยอะ ดังนั้นพอมาถึงหนังเรื่อง RISEN ส่วนตัวฉันเลยยังไม่ค่อยวางใจในหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ถึงแม้จะเป็นเหมือนหนังภาคต่อจากเรื่อง The Passion Of The Christ ของเมล กิ๊บสันในปี 2004 ก็ตาม

หนังเรื่องนี้กำกับโดย เควิน เรย์โนลด์ โดยเรื่องราวเกิดขึ้นจาก คลาเวียส (รับบทโดย Joseph Fiennes) นายทหารโรมันที่ประจำการอยู่ในเมืองๆ หนึ่ง ที่ได้รับคำสั่งจากปอนทิอัสปิลาต (รับบทโดย Peter Firth) ให้สืบหาความจริงว่าศพพระเยซู (รับบทโดย Cliff Curtis) หายไปไหนก่อนที่เรื่องจะลุกลามใหญ่โต เรื่องจึงเป็นการเล่าความเชื่อของคริสตชนในเรื่องการฟื้นขึ้นจากความตายจากมุมมองของผู้ไม่เชื่อ

ซึ่งหนังก็ทำออกมาได้ดีเหลือเชื่อ ด้วยแนวคิดที่มองมุมต่างจากมุมมองผู้ไม่เชื่อต่อการตายและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู ทำให้หนังสามารถตั้งข้อสงสัยและตอบข้อสงสัยต่อความเชื่อนี้ได้อย่างน่าสนใจ ทำให้หนังมีเนื้อหาน่าสนใจทั้งต่อผู้เชื่อและไม่เชื่อไปพร้อมๆ กัน

และนอกเหนือจากบทหนังที่ถอดความจากพระคัมภีร์มาได้อย่างลงตัวแล้ว มีอีก 5 เหตุผลที่ฉันบอกคุณเลยว่าหนังเรื่องนี้ต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

1. บทพระเยซูไม่เด่น แต่เน้นมาก

ตั้งแต่ต้นจนจบ บทของพระเยซูในเรื่องปรากฏออกมาแทบไม่ถึงหนึ่งในห้าของหนัง แถมบทพูดยังไม่ถึง 20 ประโยคด้วยซ้ำ วิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ไม่ตรงประเด็นเป็นมุมมองใหม่ของหนังประเภทนี้ เพราะปกติมักจะถูกวิจารณ์ว่าการเล่าเรื่องเรียบง่ายเกินไป และมักนำเสนอเรื่องพระเมสสิยาห์กับสาวกอย่างตรงไปตรงมา แต่อย่างในเรื่องนี้ที่ทุกคนเคยเห็นหรือเคยพูดถึงพระเยซูแต่ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์อยู่ไหน ทำให้คนดูต้องลุ้นจนถึงฉากที่พระองค์ปรากฏตัวออกมาเลยทีเดียว

2. คุณจะรู้สึกร่วมไปกับคลาเวียส

ต่างจากปอนทิอัสปิลาตซึ่งเป็นคนขี้โมโห และคายาฟาสจอมเจ้าเล่ห์ที่พยายามหว่านล้อมว่าพระเยซูไม่ได้ฟื้นขึ้นจากตาย (แทนที่จะหาวิธีพิสูจน์ความจริง) แต่คลาเวียสกลับเป็นตัวละครที่ต้องการหาความจริงมาพิสูจน์มากกว่าเลียแข้งเลียขาเจ้านาย ซึ่งทำให้ตัวละครนี้มีเสน่ห์มาก ถึงแม้ตอนต้นเรื่องจะดูเป็นคนใจแข็งไปสักหน่อย

ระหว่างการค้นหาความจริงว่าพระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์จริงหรือไม่ คลาเวียสต้องเสาะหาเบาะแสหลายอย่าง ทั้งจากนางมารีย์ มักดาลาที่ให้คำตอบคลุมเครือเช่นว่าขอให้ท่านเปิดใจหรือ หญิงตาบอดที่ยืนยันว่าเธอได้ยินพระเยซูตามท้องถนน คลาเวียสนั้นเป็นคนขี้สงสัย ก็แน่ละที่จะขี้สงสัยเพราะข้อมูลที่ได้มามีแต่คำตอบคลุมเครือกับคำพูดที่ไม่มีมูล แต่คลาเวียสก็ยังคงเดินหน้าหาความจริงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปิลาตจะยับยั้งไว้ก็ตาม

อันที่จริงฉันเชื่อว่าเราต่างอยากทำเหมือนที่คลาเวียสทำ คือ หาความจริงว่าพระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์จริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชื่อหรือไม่ก็ตาม เช่นเดียวกับคลาเวียสที่เราต้องการเหตุผล หรือหลักฐานที่จับต้องได้มารองรับก่อนที่จะเชื่อในพระเยซู แต่เราจะตอบสนองเช่นไรเมื่อสิ่งที่เราเห็นไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเคยยืดถือมา?

3. คุณจะอยากเป็นคนวงในของพระเยซู

ในตอนท้ายที่เหล่าสาวกปรากฏตัวขึ้นมา คุณจะเห็นเลยว่าสาวกแตกต่างจากคนอื่นๆ แค่ไหน และสาวกรู้สึกกับชีวิตของตัวเองอย่างไร เราสัมผัสได้ถึงความพึงพอใจและสันติสุขเพียงแค่ได้อยู่กับพระเยซูถึงแม้มันจะหมายถึงความไม่แน่นอนและอันตรายที่จะเข้ามาในชีวิต เราจะสัมผัสได้ถึงมิตรสัมพันธ์ที่ดีและความรักต่อผู้ถูกกดขี่ข่มเหง เราจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเป็นเจ้าของถึงแม้ในหนังไม่ได้พูดถึงบ้านเลย แต่หนังให้ภาพที่สวยงามของการอยู่ร่วมกันและมันจะทำให้คุณรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งในนั้น

4. คุณจะอยากกลับไปอ่านพระคัมภีร์

ปรกติเรามักจะมองข้ามรายละเอียดในบทบาทของปิลาต คายาฟาส โยเซฟจากเมืองอาริมาเธีย เปโตรซีโมน และมารีย์ มักดาลา แต่หนังเรื่องนี้จะทำให้มุมมองของคุณจดจ่อ ตั้งคำถาม และทำความเข้าใจรายละเอียดของบุคคลเหล่านี้อีกครั้งเอ๊ะ มีตอนนี้ในพระคัมภีร์ด้วยเหรอ?” “บทบาทของคายาฟาสคืออะไร?” “มีมุมนี้ในพระคัมภีร์ด้วยรึเปล่านะ?”

หลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้ มีคำถามมากมายที่ฉันมีต่อผู้คน สินบนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง การเมืองที่มีส่วนในการประหารพระเยซู ซึ่งทำให้ฉันต้องกลับไปอ่านพระคัมภีร์อีกรอบ (มัทธิว 28:11-15) หลังจากอ่านทั้งจากพระกิตติคุณสี่เล่มแล้ว ฉันจึงเข้าใจและซาบซึ้งในสิ่งที่พระเยซูทรงทำมากขึ้นไปอีก

5. คุณจะได้รับการย้ำเตือนอีกครั้งว่า ทำไมการฟื้นคืนพระชนม์ถึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

สิ่งหนึ่งที่สะดุดใจฉันมากขณะที่ดูหนังเรื่องนี้อยู่ก็คือ การถูกตรึงนั้นเป็นเรื่องธรรมดาในสมัยพระเยซู ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการกระทำที่โหดร้าย และเป็นสิ่งที่พระองค์ไม่สมควรได้รับอย่างยิ่ง แต่ที่จริงการที่พระองค์ทรงตายแบบนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากคนทั่วไป ภายใต้กฏหมายของโรมันนั้นมีอีกหลายชีวิตที่ต้องโทษเช่นนี้ รวมทั้งโจรสองคนที่ตายอยู่ข้างๆ พระเยซูด้วย

ดังนั้นการเห็นชายที่มั่นใจว่าได้เสียชีวิตแล้วถูกฝังและเก็บศพไว้ในถ้ำหิน แต่กลับมาปรากฏตัวให้เห็นอีกครั้งพร้อมกับแสดงรอยแผลเป็นที่ฝ่ามือและสีข้าง ต้องเป็นเรื่องที่ประหลาดใจถึงขั้นขนหัวลุกเลยทีเดียว แต่ในหนังกลับแสดงถึงอารมณ์ตรงนี้ได้อย่างลงตัว ทั้งการแสดงให้เห็นถึงความกลัวลานจนโกลาหลท่ามกลางคนที่ไม่เชื่อ และความยินดีประหลาดใจท่ามกลางผู้เชื่อ

หนังเรื่องนี้เน้นย้ำในเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ ซึ่งก็เป็นความจริงที่เราคริสเตียนต่างยึดถือ (1 โครินธ์ 15:14) เช่นเดียวกับคลาเวียสในหนังเรื่องนี้ เมื่อผู้ใดได้เห็นการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูแล้วก็ไม่สามารถจะกลับไปมีชีวิตเช่นเดิมได้อีกต่อไป สิ่งนี้เปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจให้กับผู้ชมด้วยว่า คุณไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างเฉยชาในความเชื่อได้หลังจากที่คุณได้ประจักษ์ในความจริงข้อนี้แล้ว

และที่ฉันอยากให้คุณดูหนังเรื่องนี้ เพราะฉันอยากให้วันศุกร์ประเสริฐและอีสเตอร์ในปีนี้ จะทำให้คุณได้สลัดตัวเองออกมาจากความเฉื่อยชาและตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้อีกครั้ง ให้สิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันให้คุณได้กระตือรือร้นในความรักที่มีต่อพระคริสต์ จนอยากจะแบ่งปันต่อให้ผู้อื่นอีกครั้งเถอะค่ะ

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง