ความลึกลับ 5 ประการของสวรรค์

วันที่ 30-3-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

5-Myths-about-Heaven
เรื่อง Markus Boone [ต้นฉบับภาษาอินโดนีเซีย http://www.warungsatekamu.org/?p=19241]
แปล แอ้ นวพร
เรียบเรียง จิ๊ก สิริวรรณ

เราทุกคนล้วนอยากไปสวรรค์ จริงไหมครับ?  แต่ถ้าจะพูดกันจริงๆ แล้ว ไม่ใช่ทุกอย่างเกี่ยวกับสวรรค์น่าเย้ายวนใจไปซะหมด  ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าสิ่งเดียวที่เราจะทำบนสวรรค์คือการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ถึงจะเป็นเรื่องดี แต่มันฟังดูน่าเบื่อไปหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ร้องเพลงไม่เก่ง

แล้วถ้าเกิดเราเข้าใจเรื่องสวรรค์ผิดไปล่ะ  หลังจากได้ศึกษาสิ่งที่พระคริสตธรรมคัมภีร์บอกเกี่ยวกับสวรรค์ มีอยู่ 5 สิ่งที่ผมได้ค้นพบ

1.บนสวรรค์ไม่มีทะเล… จริงหรือ?

อัครทูตยอห์นบอกเราว่า เมื่อเขาได้เห็นท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่นั้นก็ “ไม่มีทะเลอีกแล้ว” (วิวรณ์ 21:1) นี่ฟังดูจะเป็นข่าวร้ายทีเดียวสำหรับพวกคลั่งไคล้การว่ายน้ำ  ตกปลา  และดำน้ำทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก

ในปฐมกาล เรารู้ว่าพระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก รวมถึงท้องทะเลด้วย (ปฐมกาล1:1-10) แล้วทำไมพระองค์จะทรงมองข้ามทะเลในการทรงสร้างครั้งใหม่ล่ะ  จะเป็นไปได้ไหมนะที่คำว่า “ทะเล” ในวิวรณ์จะหมายถึงอย่างอื่นที่ไม่ใช่ ‘แหล่งน้ำ’  สำหรับคนโบราณแล้ว ทะเลเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายและสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ (อิสยาห์ 57:20) ดังนั้นการตัดทะเลออกไป โดยพื้นฐานแล้วน่าจะหมายถึงการไม่มีความวุ่นวาย หรือความชั่วร้ายในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่

แต่ถึงแม้ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์จะหมายถึงทะเลจริงๆ  ก็มีคนต้านว่ายังจะมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่บนสวรรค์  นักเขียนนิกายโปรแตสแตนท์ ชาวอเมริกัน ชื่อว่า แรนดี้  อัลคอน เขียนไว้ในหนังสือ “Touchpoints: Heaven” ว่าพระคัมภีร์บอกว่ามีแม่น้ำไหลผ่านกลางนคร  แผ่นดินโลกใหม่น่าจะมีทะเลสาบขนาดใหญ่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแม่น้ำไม่ได้ไหลไปสู่มหาสมุทร   ดังนั้นทะเลสาบขนาดใหญ่ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นมหาสมุทรน้ำจืด (วิวรณ์ 22:1)

ลองจินตนาการถึงแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่เปี่ยมด้วยความสง่างามให้เราชื่นชมโดยไม่มีความอึมครึมหรือคลื่นสึนามิสิ  หรือจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีความวุ่นวายและความชั่วร้าย  นั่นคงเป็นสิ่งที่น่าตั้งตาคอยจริงไหม

2. บนสวรรค์เราไม่ต้องทำงานและได้พักผ่อนตลอดไป… จริงหรือ?

ฮีบรู 4:9-10 บอกเราว่า “ผู้ใดที่ได้เข้าสู่การพำนักของพระเจ้าแล้ว ก็ได้พักงานของตน”  สวรรค์ ที่ซึ่งพระเจ้าทรงสถิตอยู่ เป็นที่แห่งการหยุดพัก  การหยุดพักเป็นสิ่งดี  ในเวลาที่มีงานรัดตัว  เราอาจหวังว่าอยากจะได้เวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้นบ้าง  เราหวังว่าเวลา 5 วันที่ต้องทำงานและ 2 วันที่ได้พักผ่อนในหนึ่งสัปดาห์ จะเปลี่ยนเป็น 2 วันที่ต้องทำงาน และ 5 วันที่ได้หยุดแทน

แต่ลองนึกดูสิว่าถ้าทุกวันเป็นวันหยุด นานเป็นเวลา 50 ปี! จริงๆ แล้วแค่การไม่มีงานทำเป็นเวลาแรมปีก็อาจสร้างความเครียดให้กับบางคนได้อยู่แล้ว  แต่นี่เป็นการหยุดงานตลอดไป!  เราจะไม่ตายเพราะความเบื่อหรอกหรือ   แน่นอนว่าเราไม่สามารถตายได้อีกแล้วเมื่ออยู่บนสวรรค์  แต่มันคงจะเป็นการมีชีวิตอยู่ที่น่าเบื่อสุดๆ จริงไหมละครับ

ปัญหาของข้อสรุปนี้ก็คือ เราเหมารวมเอาว่างานเป็นส่วนหนึ่งของการลงโทษของพระเจ้าเนื่องจากความบาปของมนุษย์ ดังนั้นในสวรรค์จึงไม่ควรมีงานอีกต่อไป  แต่ข้อสรุปนี้ไม่ตรงตามพระคริสตธรรมคัมภีร์เพราะในปฐมกาลบอกไว้ว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทำงาน  มวลมนุษย์ได้รับมอบหมายให้ครอบครองและดูแลโลกที่พระเจ้าสร้างก่อนที่มนุษย์จะทำบาป (ปฐมกาล 1:26, 2:15)  การทำงานไม่ใช่ผลของความบาป  อย่างไรก็ตาม ความบาปทำให้การทำงานกลายเป็นภาระหนัก (ปฐมกาล 3:17) และไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชมหรือสร้างความพึงพอใจอีกต่อไป

ยังจำสิ่งที่พระเยซูตรัสในพระธรรมยอห์น 5:17 ได้หรือเปล่า  “พระบิดาของเรายังทรงทำงานอยู่เรื่อยๆ และเราก็ทำด้วย”  นั่นไม่ได้บอกเราหรอกหรือว่าพระเจ้าเองก็ทรงให้ความสำคัญกับการทำงาน  ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมเราจึงมั่นใจนักว่าที่ประทับของพระเจ้าจะเป็นที่แห่งการหยุดพัก  นั่นไม่ได้หมายความว่าเรากำลังจะอาศัยอยู่ในที่ที่น่าเบื่อและไร้สาระ แทนที่จะมองแบบนั้น เราควรมองสวรรค์ว่าเป็นที่ที่เหมาะแก่การทำงาน  เป็นที่ที่เราตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระเจ้า  การทำงานจะกลายเป็นความชื่นชมยินดี  ไม่ใช่ภาระหนักอีกต่อไป

3.การร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าคือสิ่งเดียวที่เราจะทำทุกวัน… จริงหรือ?

ลองกลับไปดูตัวอย่างแรกที่ผมพูดถึง ‘การร้องเพลงสรรเสริญ’ ในพระธรรมวิวรณ์ เราพบว่าทุกคนในสวรรค์จะนมัสการและร้องสรรเสริญพระเจ้า (4:9,5:9-14) นักดนตรีและนักร้องประสานเสียงอาจตื่นเต้นกับสิ่งนี้  แต่พวกเราหลายคนอาจผิดหวังถ้าการร้องเพลงเป็นสิ่งเดียวที่เราจะทำบนสวรรค์  นั่นหมายความว่างานอย่างอื่นสำคัญน้อยกว่าและเราจะไม่ทำมันอีกต่อไปในชีวิตนิรันดร์หรือเปล่า

ให้เราดูสิ่งที่พระคริสตธรรมคัมภีร์บอก  ว่าเราจะไม่เพียงอาศัยอยู่กับพระเจ้าผู้เดียวในสวรรค์ แต่อยู่ร่วมกับทุกคนที่ได้รับความรอดจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชนชาติและภาษา (วิวรณ์ 7:9) เราจะได้สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่และอัศจรรย์แห่งชุมชนในนครของพระเจ้า (วิวรณ์ 21:24-27) และเราจะนมัสการพระเจ้าร่วมกัน (วิวรณ์ 5:13) เฉลิมฉลองกับพระองค์ (อิสยาห์ 25:6) และครอบครองร่วมกันกับพระคริสต์ (วิวรณ์ 22:5)  ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะ  เห็นได้ชัดว่าเราจะไม่ได้ร้องเพลงเพียงอย่างเดียว  เราจะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ทำหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกันด้วยความตื่นเต้น!

4.สวรรค์อยู่ในหมู่เมฆ… จริงหรือ?

หลายคนอาจจินตนาการว่าสวรรค์เป็นสถานที่ที่โอ่อ่าตระการตาอยู่ตรงไหนซักแห่งบนท้องฟ้า  หรืออาจจะนอกโลกก็เป็นได้ (โดยเฉพาะพวกที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ภาพยนตร์สตาร์วอร์หรือสตาร์เทร็ก)  นอกจากนั้น 1 เธสะโลนิกา 4:17 ยังบอกเราอีกว่า “เราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่ จะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ”  ในขณะที่วิวรณ์ 21:1-3 บันทึกไว้ว่าผู้เชื่อทุกคนจะถูกรับไปยังที่ประทับของพระเจ้าและพระองค์จะสถิตอยู่กับเขา  แล้วนี่จะหมายความว่าเราจะขึ้นไปยังท้องฟ้า หรือว่าพระองค์จะลงมาสถิตอยู่กับเรากันแน่  ผมแนะนำให้เราย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นเพื่อจะเข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้าก่อนจะตอบคำถามนี้

พระคริสตธรรมคัมภีร์บอกไว้ว่า ตั้งแต่ปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเพื่อมนุษย์ (ปฐมกาล1; สดุดี 115:16) พระเจ้าเห็นว่าทุกสิ่งที่ทรงสร้างนั้นดี (ปฐมกาล 1:31) และทรงสถิตอยู่กับเรา (ปฐมกาล 2:15-21, 3:8) แต่น่าเศร้า ที่แผ่นดินต้องถูกสาบเพราะความบาป (ปฐมกาล 3:17-19) , ความบาปนั้นทำลายความงามของโลก และแยกมนุษย์ออกจากพระเจ้า

ถึงแม้อย่างนั้น  พระเจ้าไม่ได้ทรงปฏิเสธและตัดขาดเราออกจากการเป็นสิ่งทรงสร้างของพระองค์  พระองค์ยังคงสถิตอยู่ท่ามกลางเราและการทรงสร้างของพระองค์ทำให้เราเห็นถึงความงามแห่งการทรงสร้างเมื่อครั้งเริ่มต้น  ในวิวรณ์ 21-22, พระเจ้าตรัสกับยอห์นว่าเมื่อกำหนดเวลามาถึง พระองค์จะแทนที่สวรรค์และแผ่นดินโลกเก่าด้วยสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ (วิวรณ์ 21:1) ภาพที่ปรากฏในวิวรณ์แสดงให้เห็นถึงการสร้างใหม่  บางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ชาวยิวเชื่อว่าสวรรค์และแผ่นดินโลกใหม่ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงสวรรค์และโลกนั่นเอง

5. ทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบและไม่มีสิ่งใหม่ให้ค้นพบอีกต่อไป…  จริงหรือ?

พระคริสตธรรมคัมภีร์บางตอน เช่น 1 โครินธ์ 13:12 และฮีบรู 12:23 บอกไว้ว่าสุดท้ายแล้วเราจะถูกทำให้สมบูรณ์และรอบรู้ทุกอย่าง  นั่นหมายความว่าเราจะไม่มีอะไรให้เรียนรู้อีกแล้วหรือ  นั่นไม่ใช่ข่าวร้ายสำหรับพวกชอบเรียนรู้และชอบเสี่ยงที่มักเพลิดเพลินกับความรู้และการผจญภัยหรอกหรือ

บางทีเราอาจต้องทำความเข้าใจกับคำว่า “รอบรู้” และ “ทำให้สมบูรณ์แบบ” สักหน่อย  อันดับแรกคือ เราไม่อาจเทียบสองคำนี้ได้กับความสมบูรณ์แบบของพระเจ้า  ท้ายที่สุดแล้ว เรายังคงเป็นมนุษย์  เราเป็นสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า ไม่ใช่ผู้สร้าง  ซึ่งก็หมายความว่าเราจะมีความรู้มากขึ้น  ลึกซึ้งขึ้น แต่เราจะไม่รอบรู้ไปหมดทุกอย่าง  เราจะสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้าได้อย่างเต็มเปี่ยม  คือเราจะไม่หลงใหลหรือพ่ายแพ้ต่อความบาป แต่เราจะไม่มีวันกลายเป็นพระเจ้า

อย่างที่สอง คือ งานของพระเจ้าไม่สิ้นสุด  ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะทรงทำให้ความฝันของกวีชาวอินโดนีเซียที่ ชื่อว่า คอยริล อันวาร์ (Chairil Anwar) เป็นจริงขึ้นมา ตามคำกล่าวยอดฮิตของเขาที่ว่า “ข้าอยากมีชีวิตอีกสักหนึ่งพันปี ข้าเชื่อเลยว่า แม้แต่พระองค์ก็คงจะไม่รู้สึกพออยู่ดี  แม้เวลาเป็นพันปีก็ยังน้อยเกินไปที่จะค้นหา”  “ความกว้าง ความยาว ความสูงและความลึกของความรักของพระเจ้า” (เอเฟซัส 3:18) เราคงต้องใช้เวลาเป็นนิรันดร์เพื่อรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ทั้งหมด!

คุณเคยค้นพบความลึกลับเกี่ยวกับสวรรค์ในเรื่องอื่นๆ บ้างไหม ร่วมแชร์กับเราได้เลย!

Tags:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง