รักเรา… พระเจ้าอยู่ไหน?

วันที่ 19-2-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

ผิดไหมถ้าจะตามหัวใจรักคนไม่เชื่อ 2

เขียน: สแตติส (นามปากกา)
เรียบเรียง: วอร์ วรลักษณ์, จิ๊ก สิริวรรณ, ท๊อป นริศ

1

ความรักที่เราแต่ละคนมองหานั้นไม่ต่างกับการเลือกรองเท้าคู่ใจ เราแต่ละคนมีเหตุผลในการเลือกที่ไม่เหมือนกัน รองเท้าบางคู่ดูดีเหมาะกับเรา แต่ใส่แล้วกลับอึดอัด บางคู่ตรงไซส์แต่ไม่ตรงใจ บางคู่ถึงจะลองแล้วลองอีกแต่กลับใส่ได้แค่ชั่วคราว บางคู่ราคาแพงกระเป๋าฉีกแต่พอได้มากลับไม่ได้ใช้งานเลย บ่อยครั้งที่เรามักคิดว่าเราเลือกสิ่งดีที่สุดแล้ว คนนี้แหละใช่เลย แต่พอผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ ก็ทิ้งรอยแผลไว้ในใจไม่ต่างกับรอยแผลกัดจากรองเท้าที่เราเลือกเองกับมือ…

2

บทเรียนของเราที่อยากจะแบ่งปันนั้น เริ่มขึ้นตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ช่วงวัยใสหัวใจว้าวุ่น  ช่วงวัยนี้มีอะไรที่ดึงดูดใจให้ลองหลายอย่างมาก บางคนลองผิดก็อาจเดินผิดทางไปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องรักที่ยากนักจะควบคุมหัวใจของตัวเองให้สตรองได้

เรื่องเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ก่อร่างจากเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานถึง 3 ปี จนกระทั่งช่วงเรียนปีสุดท้ายเราเริ่มรู้สึกว่าเค้ามีท่าทีเปลี่ยนไป ดูแลใส่ใจเรามากขึ้น หาเวลาอยู่ด้วยกันบ่อย ๆ มากขึ้น ตอนนั้นเราเองก็ไม่ได้คบใครเลยทำให้เรารู้สึกดีเป็นพิเศษ พอเวลาผ่านไปความสัมพันธ์จากเพื่อนก็ผันแปรไปสู่ความก้ำกึ่งที่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร คงเหมือนที่เขาเรียกกันว่า ‘มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน’ ส่วนตัวเรารู้ดีว่าคน ๆ นี้เจ้าชู้มาก ถ้าตัดสินใจคบกันคงต้องกลายเป็นคนขี้ระแวงแน่ แต่ด้วยความรู้สึกดีที่ก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราถึงกับยอมเอ่ยปากถามไปว่า “อยากคบกันมั้ย” เค้ากลับตอบว่า ไม่! เขาอยากอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ผูกมัดกับใคร ดีกว่า เราสองคนเลยตกลงใจคบกันในสถานะไม่ชัดเจนแบบนี้ต่อไป เพียงเพราะเหตุผลแค่รู้สึกดี และสบายใจ เราเองก็รู้ตัวดีว่ากำลังเอาตัวเองไปเสี่ยงมาก ๆ กับสถานะแบบนี้  แต่เราก็ไม่สามารถห้ามใจให้ชนะการดูแลเอาใจใส่ของเค้าได้เลย  มันเป็นความรู้สึกอบอุ่นใจที่มีคนคอยดูแลห่วงใยอยู่เสมอ เพราะแบบนี้จึงทำให้เราใจอ่อนมองข้ามข้อเสียทุกอย่างของเขา แล้วปล่อยให้ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือเติบโตแน่นแฟ้นเป็นความผูกพัน จนเราเลือกที่จะปิดประตูใส่พระเจ้า เพราะกลัว.. กลัวว่าถ้าอธิษฐาน พระเจ้าคงนำเขาออกไปแน่ ๆ เพราะเขา… ไม่ได้เป็นคริสเตียน 

3

ย้อนถึงความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้านิดนึง เรารับเชื่อในช่วงเรียนปี 2  ด้วยความเป็นผู้เชื่อใหม่ เราจึงมักมีหลายคำถามที่สงสัยเสมอ โดยเฉพาะเรื่องความรัก…

เรารักกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าได้ไหม?
เขาก็เป็นคนบาปที่ต้องการคนช่วยให้รอดเหมือนเราไม่ใช่เหรอ?
เรานำเขามาเชื่อตามเราไม่ได้เหรอ? 

นั่นเป็นคำถามที่เรามักถามพี่เลี้ยงของเราบ่อย ๆ ในช่วงที่เราเริ่มมีสถานะคลุมเครือกับเพื่อนสนิท คำตอบที่เราได้จากพี่เลี้ยงคือ “อย่าเสี่ยงคบเลย ถ้านาน ๆ ไป อีกฝ่ายก็ยังไม่ได้เริ่มเข้าหาทางของพระเจ้า มันก็เหมือนกับ เราสองคนต่างกำลังอ่านหนังสือกันคนละเรื่อง อยากได้แบบนั้นจริง ๆ เหรอ”  ในตอนนั้นเราก็ยังไม่เข้าใจหรอก คิดแต่ว่าพี่เลี้ยงไม่เข้าใจเรา ไม่สนับสนุนเราเลย เราเลยเลี่ยงที่จะปรึกษาพี่เลี้ยง เพราะคิดว่าเรื่องนี้ฉันเอาอยู่!

ความสัมพันธ์ดำเนินมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าใจว่าการอ่านหนังสือกันคนละเล่มมันเป็นยังไง  ‘เพื่อนสนิท’ คนนี้ค่อย ๆ พาเราออกห่างจากพระเจ้าโดยไม่รู้ตัว เพราะวันหนึ่ง ๆ ของเราได้แต่คิดว่า จะไปไหน ทำอะไรกับเขาดี เขาจะเป็นไงสบายดีไหม คิดถึงเราหรือเปล่า เพียงแค่เรื่องการเสริมสร้างกันให้เติบโตยังไม่ต้องคิดถึง  ความคิดที่ว่าทำยังไงดีให้เขามารู้จักพระเจ้าย่ิงไม่มีเลย กว่าจะรู้ตัวอีกที ใจของเราก็เปลี่ยนโฟกัสไปที่เขาแทน ไม่สนแล้วว่าเขาจะมีพระเจ้าไหม แค่เรามีเขาก็พอละ  เป็นไงหล่ะ ที่คิดว่า “ฉันเอาอยู่” !!!   

เมื่อเวลาผ่านไป รองเท้าที่คิดว่าเลือกดีที่สุดแล้วก็เริ่มสร้างบาดแผล จากความสัมพันธ์ที่ส่งกลิ่นหอมหวานในช่วงแรก ๆ ก็เริ่มแปรเปลี่ยน เวลาที่เลือกแสดงแต่สิ่งดี ๆ ให้กันหมดลง เรารู้สึกได้ว่าพระเจ้าส่งสัญญาณเตือนให้เราเห็นตัวตนและนิสัยของ ‘เพื่อนสนิท’ คนนี้มากขึ้น ๆ ทั้งเรื่องผู้หญิงที่เข้ามาพัวพัน ทั้งคำพูดอ่อนหวานที่ไม่จริงใจ และคำแก้ตัวเท็จต่าง ๆ บาดแผลจากความสัมพันธ์ที่คลุมเครือย่ิงสร้างความเจ็บปวด ในช่วงแรกเราก็ยังดื้อบอกกับตัวเองว่ายังทนได้ แต่ลึก ๆ ก็อยากจะหาทางออกจากความรู้สึกแบบนี้  เพราะด้วยความเป็นเพื่อน และความสัมพันธ์ดี ๆ ที่ผ่านมาทำให้หวังว่า ซักวันนึงเขาจะเปลี่ยนแปลง ณ ตอนนั้น ลึก ๆ ในใจก็รู้ว่า เราไม่สามารถผ่านเรื่องพวกนี้ไปด้วยกำลังของตัวเองแน่ ๆ ทันใดนั้นเองเราก็นึกถึง “การอธิษฐาน” ขึ้นมาได้ เป็นสิทธิพิเศษที่พระเจ้าให้เรา ซึ่งเราน่าจะทำตั้งนานแล้ว หลังจากอธิษฐานไปไม่นาน คำตอบจากพระเจ้าก็มาในเวลาที่เหมาะสม

พระเจ้าเปิดเผยให้เรารู้ว่า ผู้ชายคนนี้เอาเรื่องของเราไปพูดลับหลังแบบเสีย ๆ หาย ๆ เพื่อสร้างเรื่องให้ผู้หญิงอีกคนเห็นใจและโกหกว่าที่ยังต้องคบกับเราเพราะต้องรับผิดชอบ ที่จริงแล้วเขาโกหกแบบนั้นเพื่อจะสามารถคบผู้หญิงทั้งสองคนไปพร้อม ๆ กันได้ต่างหาก เหตุการณ์นั้นส่งผลเสียต่อเรามาก ทำให้ความรู้สึกกับความไว้ใจตลอดเวลาที่คบกันดูไร้ค่า และนี่เป็นเหตุทำให้เราต้องตัดสินใจ ที่จะเดินออกมา

ถ้าตอนนั้นไม่มีพระเจ้า สิ่งแรกที่เราจะทำคงนั่งฟังเพลงเศร้า ดูหนังเศร้าบิ้วท์ตัวเอง พร้อมกับดื่มเหล้าให้เมากระจายเหมือนใคร ๆ ก็ทำกัน มันไม่ง่ายเลยในการพยายามก้าวผ่านความรู้สึกแย่ ๆ ในใจมีแต่ความโกรธ เกลียด อยากแก้แค้น คิดว่าไม่มีทางที่เราจะให้อภัยคน ๆ นี้ได้ แต่ก็เสียใจในความผูกพันที่เคยมีมา เราอธิษฐานกับพระเจ้าหนักมากให้ข้ามผ่านความรู้สึกนี้ไป สำหรับบทเรียนนี้ เรายอมแล้วจริง ๆ ที่จะให้พระเจ้าเข้ามาช่วยจัดการทุกเรื่องในชีวิต  แล้วพระเจ้าก็ทำงานในจิตใจให้เราได้ใคร่ครวญคิดว่า มีเหตุผลอะไรที่เราต้องมานั่งเสียใจกับคนที่ทำไม่ดีกับเรา “อยากได้เค้าคืนมั้ย?  ก็ตอบได้ทันทีเลยว่า  ไม่! ไม่เอาแล้ว! พอแล้ว!

หลังจากความสัมพันธ์จบลง เรากลับรู้สึกขอบคุณพระเจ้ามาก ๆ ด้วยซ้ำ เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เราก็ไม่รู้ว่าอนาคตต้องเจออะไรแย่ ๆ กว่านี้อีกบ้าง เราไม่สามารถเห็นภาพใหญ่ เท่าที่พระเจ้าเห็นได้เลยจริง ๆ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้คำว่าขอบคุณมากมายขนาดไหนถึงจะตอบแทนสิ่งที่พระองค์ช่วยขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เราหยิ่ง เราไม่น่ารัก เราไม่เชื่อฟังพระเจ้า และอยู่บนการตัดสินใจของตัวเองมาตลอด แต่พระเจ้าก็ยังอดทนนานและอยู่กับลูกคนนี้เสมอ ทำให้เราคิดถึงข้อพระคัมภีร์ที่ว่า  ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตนฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดี เมื่อมีการประพฤติชอบ ความรักนั้นทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเค้าอยู่เสอม และทนต่อทุกอย่าง1 โครินธ์ 13:4-7  พระเจ้าทรงรอคอยเรา และให้บทเรียนที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต

4

อันที่จริง บทเรียนที่ได้จากเรื่องนี้ มันไม่ใช่เหตุผลว่า เพราะเขาไม่รู้จักพระเจ้า จึงตัดสินว่าเขาเป็นคนไม่ดี เขาไม่ได้เป็นคริสเตียนเราจึงไม่ควรคบ เพราะจุดสำคัญที่สุดที่ต้องทบทวนก็คือ ‘ตัวเรา’ ต่างหาก  ในวันที่มีพระเจ้า  เราเข้มแข็งและมั่นคงต่อความเชื่อไหม? เราถ่อมใจให้พระเจ้ามีส่วนในความสัมพันธ์มากน้อยแค่ไหน? เราวางใจและอธิษฐานขอให้พระเจ้าเข้ามาช่วยบ้างหรือเปล่า?  ซึ่งในตอนนั้นเราไม่ได้ทำซักเรื่องเลย  เราใช้แต่ความคิดและเหตุผลของตัวเองในการตัดสินใจไม่ให้พระเจ้าเข้ามายุ่ง  เป็นช่วงเวลาที่เราปิดประตูใส่พระเจ้า แล้วเลือกฟังแต่ความรู้สึกของตัวเอง” ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าจะกีดกันพระเจ้าขนาดไหน พระเจ้าผู้ทรงเป็นเหมือนพ่อที่รักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข ก็ไม่ปล่อยให้เราต้องต่อสู้อยู่ลำพังเกินกว่าที่เราจะทนไหว แม้เราจะเลือกเส้นทางที่เจ็บปวดนี้เอง

อยากหนุนใจคนที่กำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ว่า หากคุณกำลังสับสน หวั่นไหว ไม่มั่นคงกับความเชื่อต่อพระเจ้า แต่ก็ตัดความสัมพันธ์ที่มีไม่ได้ เราอยากหนุนใจให้อธิษฐานเถอะ วางภาระลง และให้พระเจ้าช่วยจัดการแทนนะ ไม่อยากให้เสียเวลาเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเลย บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าเราดีแล้ว เราทำถูกแล้ว แต่พระเจ้ากลับเตรียมแผนการที่ดีกว่าที่เราคาดคิดและอธิษฐานไว้เสียอีก ให้พระเจ้าเข้ามาช่วยคุณเลือกคู่ที่เหมาะสมที่คุณตามหาเถอะ เราเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้คุ้มค่าแน่นอน เพราะพระเจ้าผู้ทรงสร้างเราขึ้นมาย่อมรู้ดีที่สุดว่า รองเท้าคู่ไหนที่ ‘เหมาะสม ดีพอ และพอดี‘ กับเรา

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง