พระเจ้าครับ ผมเป็นเกย์

วันที่ 22-1-2016 • บทความ • admin • 6 ความคิดเห็น »

Why-My-Sexuality-No-Longer-Defines-Me

เขียนโดย Risky Samuel (ต้นฉบับภาษาอินโดนีเซีย)
แปลโดย โจ้ ธนบูรณ์
เรียบเรียง จิ๊ก สิริวรรณ

ผมเกิดในครอบครัวคริสเตียน และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่เป็นคริสเตียน แต่ชีวิตของผมก็ไม่ได้ราบรื่นนัก ผมเองก็เป็นเหมือนกับเด็ก ๆ ส่วนใหญ่ ที่เผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะการค้นหาตัวเอง ผมไม่ได้โตมาจากครอบครัวที่อบอุ่น ความรักของผมที่มีต่อครอบครัวหมดไปตั้งแต่เด็ก ผมจึงเติบโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกโหยหาความรักโดยเฉพาะจากพ่อ จนถูกเพื่อน ๆ ชักจูงให้ออกไปแสวงหาความรักในทางที่ผิด และลงเอยด้วยการพัวพันกับความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศ

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะแสวงหาสังคมที่ยอมรับในตัวเรา รักความเป็นตัวตนของเรา และตอบสนองความต้องการของเราได้ ผมก็เหมือนกันที่เอาสิ่งเหล่านี้เป็นข้ออ้างในพฤติกรรมของตัวเองที่จดจ่ออยู่แต่กับการแสวงหาความรักที่ผมไม่เคยได้รับจากครอบครัว ในช่วงแรกทุกอย่างดูเป็นไปด้วยดี ผมรู้สึกขอบคุณคนนั้นของผม เพราะในขณะที่ชีวิตฝ่ายวิญญาณของผมกับพระเจ้าเป็นไปแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ คนนั้นของผมชวนให้ผมแสวงหาพระเจ้าอีกครั้ง ผมไปคริสตจักรร่วมกับเขา และต้อนรับพระเยซูให้เป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยของผม เราทั้งสองคนมีส่วนในการรับใช้ในคริสตจักร ผมเองก็ไปฉลองวันคริสต์มาสร่วมกับครอบครัวของเขาด้วย แต่ก็ไม่มีใครว่าอะไรเราเพราะไม่มีใครรู้ว่าพวกเราเป็นคู่เกย์

แต่พระคำของพระเจ้าเข้ามาแตะต้องจิตใจผม พระคัมภีร์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศเป็นความบาปและน่ารังเกียจในสายพระเนตรของพระเจ้า (เลวีนิติ 20:13, 1 โครินธ์ 6:9–10) แต่ถึงอย่างนั้น การที่จะออกมาจากโลกที่ผมอยู่มาเป็นเวลาหลายปีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมพยายามหาข้อแก้ตัวหลายอย่างให้กับตัวเอง เช่นว่า พระเจ้าไม่ได้สร้างฉันขึ้นมาแบบนี้หรอกหรือ ฉันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย สำหรับฉันแล้วจะมีอะไรสำคัญไปกว่าการดำเนินชีวิตอยู่ใน “ความรัก” อีกล่ะ

สุภาษิต 16:2 ตอกย้ำผมอย่างแรงอีกครั้งว่า “ทางทั้งสิ้นของมนุษย์ก็บริสุทธิ์ในสายตาของเขาแต่พระเจ้าทรงชั่งจิตใจ” พระเจ้าทรงรู้ถึงสิ่งที่ซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจของผม พระองค์ทรงทราบดีว่าผมเชื่อในความรู้สึกของตนเองมากกว่าพระคำของพระองค์ และยังทราบดีว่าผมรักความสัมพันธ์ที่มีต่อคู่ขาของผมมากกว่าที่ผมรักพระองค์ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็กลัวว่าผมความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศของผมไปไกลเกินกว่าที่จะหันหลังกลับมาได้แล้ว และรู้สึกสิ้นหวังว่าจะได้รับการฟื้นฟูใหม่จากพระเจ้า

แต่ขอบคุณพระเจ้า พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งผม เมื่อผมตัดสินใจที่จะเชื่อฟังพระองค์ด้วยสิ้นสุดหัวใจ พระองค์ทรงเสริมกำลังผมเพื่อปลดปล่อยผมออกจากรูปแบบการดำเนินชีวิตเดิม ๆ ผมใช้เวลาสามปีต่อสู้กับการล่อลวงให้กลับเข้าไปพัวพันกับความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศ ในขณะที่คนในครอบครัวและคนอื่น ๆ ที่รู้เรื่องราวในอดีตของผมคอยพูดประณามเสียดสีให้ผมเสียกำลังใจ กลับกลายเป็นว่าคนที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยผมคือเพื่อน ๆ กลุ่มรักร่วมเพศ ผมยอมรับว่า จนถึงวันนี้ การล่อลวงเหล่านี้ก็ยังคงเข้ามารบกวนผมอยู่เสมอ แต่พระคำของพระเจ้าได้กลายเป็นที่ลี้ภัยของผม

ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังได้เข้าใจว่าการได้รับการยอมรับจากพระเจ้านั้นสำคัญกว่าการยอมรับจากมนุษย์ ในช่วงเวลาที่ผมเกือบจะสิ้นหวัง และเริ่มกล่าวโทษเหตุการณ์ต่าง ๆ และผู้คนรอบตัวของผมที่เป็นต้นเหตุของปัญหา พระคำของพระเจ้าก็เข้ามาตรัสในจิตใจผมว่า แม้กระทั่งสถานการณ์ที่ยากลำบากของผม พระองค์ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ “เพื่อ​ให้​พระ‍ราช‌กิจ​ของ​พระ‍เจ้า​ปรา‌กฏ” ในตัวผม (ยอห์น 9:3) สิ่งที่ผมได้รับก็คือการหนุนใจให้พึ่งพาแต่เพียงพระองค์ต่อไป ผมตระหนักแล้วว่า จุดมุ่งหมายของชีวิตไม่ใช่เพียงแค่การตอบสนองความต้องการของตัวผมเอง แต่เป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก

ในสังคมนิยมความเร่งด่วนเช่นปัจจุบัน ทำให้เราคิดไปว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วทันใจ รวมทั้งชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราด้วย เราคาดหวังว่า เมื่อเราวางใจในองค์พระเยซูแล้วปัญหาทุกอย่างจะได้รับการแก้ไข ทุกคนจะเข้ามาช่วยเหลือ และเราจะประสบความสำเร็จได้จากการหว่านเพียงเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง เราอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์แบบ และพระคัมภีร์ก็ได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่า วิถีทางของเราที่ปราศจากพระเจ้านั้นจะไม่ราบรื่น

กระบวนการพลิกฟื้นของพระเจ้าสำหรับเราแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ของผมอาจจะแตกต่างไปจากพวกคุณ แต่ข้อเท็จจริงเดียวกันที่เราทุกคนต้องระลึกไว้เสมอคือ เราต้องอดทนไปกับกระบวนการนั้น เช่นเดียวกับกว่าที่เราจะได้อัญมณีที่งดงามมาชื่นชมสักเม็ด ก็ล้วนแต่ต้องผ่านการเจียระไนมาเป็นเวลานาน เหตุผลง่าย ๆ ที่ชีวิตของเราล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ก็คือเราขาดความอดทน และยอมแพ้ไปเสียแต่เนิ่น ๆ หรืออาจจะปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อพระเจ้า ท้ายที่สุด เราจึงหันกลับไปหาวิถีชีวิตเก่า ๆ ของเราเหมือนเดิม ในสุภาษิต 16:32 ได้หนุนใจเราไว้ว่า “บุค‌คล​ผู้​โกรธ​ช้า​ก็​ดี​กว่า​คน​มี​กำลัง​มาก และ​บุค‌คล​ผู้‍ปก‍ครอง​จิต‍ใจ​ตน‍เอง​ก็​ดี​กว่า​ผู้​ที่​ตี​เมือง​ได้”

ไม่ว่าคุณจะผ่านอะไรมาในอดีต ขอเพียงให้เราตั้งใจเริ่มต้นดำเนินชีวิตใหม่ตามน้ำพระทัยพระเจ้า ให้เราใช้เวลาในแต่ละวันสักช่วงหนึ่งไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพื่อเติมเต็มจิตใจของเราด้วยพระวจนะอันเป็นความจริงของพระองค์ เพียงเท่านี้เราก็จะไม่ถูกความคิดแบบเนื้อหนังล่อลวงไปได้ง่าย ๆ อาจจะมีบางครั้งที่เราขาดกำลังหรือทำผิดพลาด แต่พระเจ้าทรงพร้อมที่จะยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ออกมาเพื่อโอบอุ้มเราให้ลุกขึ้นได้อีกไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม พระองค์ทรงรับรู้และเข้าใจถึงความพยายามของเราเป็นอย่างดี และจะไม่ทรงปล่อยพระหัตถ์แห่งการช่วยกู้ไปจากเราอย่างแน่นอน

Tags: ,

6 Responses

  1. พระเยโฮวาห์ราฟา…พระเจ้าเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ…เป็นได้ รักษาได้ครับ… ^^ อย่าไปเชื่อว่าเกย์ เป็นการBorn to be…

    • Hannah Pop Phothiwat

      เกย์ ไม่ใช่ Born to be เห็นด้วยคะ พระเจ้าทรงมองดูที่จิตใจและท่าทีของเรา พูดตรงๆ อาการแบบนี้ เขาเรียกว่าอาการป่วยทางจิตใจนะคะ เคยอ่านหนังสือ ประวัติของผู้รับใช้ท่านหนึ่งคะ เขาเป็เนเกย์เพราะถูกพ่อของตัวเองล่วงละเมิดทางเพศ แต่เมื่อพบพระเจ้าจริงๆ พระคำของพระเจ้าทรงช่วยรักษาบาดแผลในใจ เปลี่ยนท่าทีของเขาใหม่ และทรงใช้เขา เพื่องานในพันธกิจของพระเจ้าด้วย พระเจ้าของเราทรงเต็มไปด้วยความรักให้เราเสมอคะ

      • James

        อยากทราบชื่อหนังสือจะได้มั้ยครับ อยากจะอ่านเพิ่มเติม

        • เรายังมีเพียงบทความอยู่ค่ะ ยังไม่มีเป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ถ้าอยากศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมบทความคริสเตียนภาษาอังกฤษจะมีเยอะกว่าค่ะ เราจะทยอยเอามาลงเรื่อยๆ นะคะ

      • aggauna

        คุณไม่เป็นเกยืคุณไม่มีทางรู้หรอก อย่าตัดสินคนแทนพระเจ้า

  2. Jabez K

    ท่านเป็นใครเล่า จึงได้ตัดสินผู้อื่น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง