ผลร้ายของแบบทดสอบบุคลิกภาพ

วันที่ 12-1-2016 • บทความ • admin • 3 ความคิดเห็น »

When-Personality-Tests-are-Damaging

เขียนโดย Gabrielle Lee
แปลโดย แม่ตุ๊ก ภัชรีย์
เรียบเรียงโดย แจ๊ค นันทน์

คนที่มีบุคลิกแบบ ‘อินโทรเวิร์ด’ (Introvert) หรือ ชอบอยู่กับตัวเอง เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง เงียบขรึม ขี้อาย และไม่ชอบพบปะผู้คน ส่วนคนที่มีบุคลิกแบบ ‘เอ็กซ์โทรเวิร์ด’ (Extrovert) หรือ ชอบเข้าสังคม เป็นคนสนใจสิ่งรอบตัว มักเป็นคนเสียงดัง เรียกร้องความสนใจ และชอบพบปะผู้คน

คุณอาจเคยได้ยินคำจำกัดความของบุคลิกภาพเหล่านี้ คุณอาจเคยใช้คำคล้ายคลึงกันนี้เพื่ออธิบายลักษณะของใครคนบางคน หรือแม้กระทั่งนิยามตัวคุณเอง

การทำแบบทดสอบบุคลิกภาพเป็นสิ่งที่นิยมกันมากขึ้นในปัจจุบัน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเหล่าบริษัทและองค์กรมากมาย ต่างยินยอมที่จะจ่ายค่าประเมินหรือวิเคราะห์ลักษณะบุคลิกภาพให้กับบุคลากรของตนเอง

ที่จริงแล้ว แม้แต่ในโรงเรียนก็เริ่มใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพกับนักเรียน เพื่อช่วยให้พวกเขารู้จักตัวตนของตัวเอง นี่อาจเป็นเพราะเราตระหนักว่า บุคลิกภาพของเราส่งผลต่อพฤติกรรมของเราแค่ไหน ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอย่างไร และตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างไร

หลายปีก่อน ฉันได้ลองใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพกับตัวเอง แต่ผลการทดสอบทำให้ฉันยิ่งรู้สึกสับสนหนักกว่าเดิม  ฉันคิดเอาเองว่าคนอื่นคาดหวังว่าให้ฉันเป็นพวกชอบเข้าสังคม (Extrovert) ฉันจึงพยายามเป็นแบบนั้น ซึ่งเมื่อผลการทดสอบบอกว่าจริงๆ แล้วฉันเป็นพวกชอบอยู่กับตัวเอง (Introvert) เลยรบกวนจิตใจฉันมากทีเดียว

นี่ฉันทำตัวเป็นคนเปิดเผยเฮฮามาตลอดชีวิต  แล้วมันจะเป็นไปได้ไงที่ฉันกลายเป็นคนชอบอยู่กับตัวเอง?

แต่ในอีกแง่หนึ่งผลการทดสอบก็พอจะอธิบายได้ว่า ทำไมฉันจึงรู้สึกขัดแย้งกับบุคลิกภาพของตัวเองเสมอมา เป็นเวลานานหลายปีที่สังคมและคนรอบข้างทำให้ฉันรู้สึกว่าการเป็นคนเปิดเผย ชอบเข้ากับผู้คนเป็นลักษณะนิสัยที่ดี ฉันจึงพยายามเข้าสังคม ถึงกระนั้นก็ยังมีคนบอกว่า ฉันเป็นคนต่อต้านสังคม ชอบสันโดษ และเย่อหยิ่ง

นอกจากนั้น การทดสอบบุคลิกภาพยังบอกถึงหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจของฉันอีกว่า ฉันเป็นคนช่างคิด (จอมหลักการ ชอบวิเคราะห์ ชอบใช้เหตุผล) มากกว่าใช้ความรู้สึก (ชอบสัมพันธ์กับคน เข้าอกเข้าใจผู้อื่น) จึงไม่น่าแปลกใจที่บ่อยครั้งฉันถูกมองว่าเป็นคนเย็นชา เอาแต่สนใจเรื่องเหตุและผลในเวลาที่ควรจะสนใจเรื่องความรู้สึกของผู้อื่น คนอื่นมักพูดบ่อยๆ ว่ารู้สึกแปลกใจที่ฉันดูเป็นคนไร้ความรู้สึกเอาเสียจริงๆ

ดังนั้น ฉันจึงพยายามที่จะทำตัวให้เป็นที่ยอมรับ โดยพยายามเป็นมิตรกับคนอื่น ทำตัวให้เป็นคนน่ารัก ทั้งที่ลึกๆ ในใจนั้นรู้ว่าตัวเองเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง สิ่งนี้ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแย่เพราะรู้ว่ากำลัง ‘เสแสร้ง’ ฉันรู้สึกโกรธที่คนอื่นๆ ไม่ยอมรับหรือให้โอกาสตัวตนที่แท้จริงของฉัน

เป็นเวลานานทีเดียวที่ผลการทดสอบบุคลิกภาพทำให้ฉันหมดกำลังใจ ฉันรู้สึกจริงๆ ว่าตัวเองมีข้อบกพร่องและคงไม่อาจรักหรือใยดีใครได้จริงๆ  ที่มันแย่ไปกว่านั้นคือ การที่ฉันทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการพัฒนาองค์กร ฉันคุ้นเคยดีกับหลักทฤษฎี การบริหาร การออกแบบ และการประมวลผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ ถึงกระนั้นฉันไม่อาจนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ให้สอดคล้องระหว่างสิ่งที่ตัวเองมีความรู้กับสิ่งที่ฉันรู้สึกต่อบุคลิกของตัวเองได้

แล้ววันหนึ่ง พระเจ้าตรัสกับฉันผ่านคำเทศนาของศิษยาภิบาลซึ่งยกข้อพระธรรมเยเรมีย์ 1:5 ที่กล่าวว่า “เราได้รู้จักเจ้าก่อนที่เราได้ก่อร่างเจ้าในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์ เราได้กำหนดตัวเจ้าไว้” เป็นข้อความที่แสดงถึงความรักของพระเจ้าผู้ทรงปรารถนาจะมีความสัมพันธ์สนิทกับเรา เพราะพระองค์ทรงออกแบบเราและทรงรู้จักเราซึ่งเป็นสิ่งทรงสร้างที่ดีที่สุดของพระองค์  สิ่งทรงสร้างที่ทรงพิถีพิถันและสร้างอย่างไร้ตำหนิ ปราศจากข้อบกพร่องใดๆ ทรงจัดเตรียมทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบสำหรับเรา ให้เราได้มาอยู่ในครอบครัวของเรา ในประเทศของเรา และในสังคมของเราอย่างมีวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง  ในช่วงเวลานั้น ฉันได้ยินเสียงพระองค์ตรัสว่า

“ลูกรัก เราได้วางแผนการไว้เพื่อเจ้า ให้เจ้าเป็นอย่างที่เจ้าเป็นและทั้งให้เจ้ามีบุคลิกลักษณะอย่างนี้ เจ้าเป็นที่รักยิ่งของเราที่เราจะดูแลทะนุถนอม และในไม่ช้าผู้อื่นก็จะได้เห็นว่าเรารักเจ้าอย่างไร เจ้าไม่มีสิ่งใดที่ต้องหลบซ่อน เจ้าไม่มีสิ่งใดที่ต้องกลัว เพราะเราได้กำหนดเจ้าไว้เพื่อเจ้าจะเป็นเช่นนี้แหละ”

ฉันขยับตัวนั่งฟังอย่างจดจ่อ สิ่งที่ฉันได้ยินมันท่วมท้นเข้ามาในใจ ฉันได้ยินเสียงตัวเองถามพระเจ้าเบาๆ ว่า “พระเจ้าครับ นั่นพระองค์หรือ?” ฉันไม่เคยได้ยินเสียงพระเจ้าตรงจัดชัดเจนอย่างนี้มาก่อน ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเปลือยเปล่าและเปราะบาง แต่ก็ไม่อาจหลบหนีหรือซ่อนตัวจากพระองค์ได้

หลายปีที่ผ่านมาฉันอธิษฐานและยอมจำนนต่อพระเจ้าในความรู้สึกผิดและการปฏิเสธตัวเองเสมอมา ฉันร้องไห้และทูลขอให้พระองค์ทรงชำระล้างบาดแผลในจิตใจของฉัน แล้วความรู้สึกถูกปลดปล่อยได้ไหลท้นเข้ามาในใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันได้รับการเปิดเผยถึงความจริงแท้ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงว่า พระเยซูทรงรักฉันอย่างไม่มีเงื่อนไข ฉันไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดเพื่อให้ได้ความรักนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ลิ้มรสอิสรภาพบนความจริงแห่งพระคำของพระเจ้า และไม่รู้สึกละอายในความเป็นตัวของตนเองอีกต่อไป

นักจิตวิทยาชาวสวิส คาร์ล ยุง (Carl Jung) ได้กล่าวถึงความจริงแท้ข้อหนึ่งว่า บุคลิกภาพเป็นลักษณะที่มีมาตั้งแต่เกิด มันเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้ พระเจ้าผู้ทรงสร้าง ได้ทรงสร้างเราไว้ในแบบเฉพาะของแต่ละคนด้วยความรัก ในขณะที่เราถูกเรียกให้เป็นเหมือนอย่างพระคริสต์ ฉันเชื่อว่าเราทุกคนถูกสร้างอย่างแตกต่างกันเพื่อที่เราจะเข้าถึงผู้คนในโลกในแบบที่เป็นเฉพาะเราแต่ละคน

หลังจากที่ฉันได้รับประสบการณ์การเปลี่ยนเป็นคนใหม่โดยความรักของพระเจ้า ฉันรู้สึกมีพลังที่จะเปลี่ยนตัวเองในเรื่องที่ทำให้ฉันดำเนินชีวิตผิดจากพระประสงค์ของพระองค์ ตัวอย่างเช่น แทนที่จะทำอย่างที่ฉันคิด เดี๋ยวนี้ฉันพยายามเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นก่อน คุณลักษณะอื่นๆ ก็เช่นกัน ฉันสามารถเรียนรู้ได้และสามารถทำให้กลายเป็นนิสัยได้ผ่านการหมั่นฝึกฝน

ไม่ว่าเราจะเป็นคนชอบเข้าสังคม หรือเป็นคนชอบอยู่กับตัวเอง หรือจะเป็นคนที่ช่างคิดหรือไวต่อความรู้สึก เราทุกคนสามารถเข้าหาผู้อื่นและสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายได้  แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องจดจำไว้คือ

แบบทดสอบบุคลิกภาพไม่สามารถอธิบายสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงออกแบบเราแต่ละคนไว้อย่างเฉพาะเจาะจงได้

Tags:

3 Responses

  1. เอเมนค่ะบทความนี้หนุนใจมากเพราะบางครั้งเหมือนเราถูกตัดโดยแบบทดสอบเหล่านั้น ทั้งทีเราถูกสร้างมาอย่างดีมากๆโดยความรักของพจ ขอบคุณมากค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง