5 สัญญาณบ่งบอกว่าคุณกำลังหมกมุ่นกับตัวเอง

วันที่ 15-1-2016 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

5-Signs-that-We-are-Preoccupied-with-Ourselves
เขียนโดย Alwin Thomas [ต้นฉบับจาก http://wp.me/p5q8EW-dfy]
แปลโดย เวย์ วนีย์
เรียบเรียงโดย จิ๊ก สิริวรรณ

หากซื่อสัตย์กับตัวเองสักหน่อย เราจะพบว่าทุกคนล้วนมีแนวโน้มที่จะหลงตัวเองกันทั้งนั้น ไม่มีข้อยกเว้น ผมไม่ได้จะทำให้ใครโกรธด้วยเรื่องที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้หรอกนะครับ แต่ผมหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์เพื่อเป็นตัวช่วยให้เราเห็นตัวเองมากขึ้น และรีบจัดการตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม

1.คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ไงละ

ถูกแล้วครับ! ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ เป็นไปได้ว่าคุณเป็นคนที่หมกมุ่นกับตัวเองในระดับหนึ่ง นั่นเพราะคุณก็อยากจะรู้ว่าตัวเองเป็นพวกหมกหมุ่นหรือเปล่าไง!  มันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรหรอกนะฮะ แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อเราสนใจแต่ความเป็นอยู่ของตัวเองเท่านั้น จนบางครั้งเราละเลยหรือทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

นักจิตวิทยากล่าวว่า ถ้าเปลี่ยนจากการ ‘หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง’ เป็นการ ‘รู้จักตัวเอง’ ได้จะมีประโยชน์มากกว่า ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจแรงจูงใจและความปรารถนาภายใน อันก่อให้เกิดเป็นนิสัยและพฤติกรรมของเรานั่นเอง การหมกมุ่นกับตัวเองนำไปสู่ความรู้สึกไม่พึงพอใจ แต่การรู้จักตัวตนทำให้เกิดการตรวจสอบภายในจิตใจของตัวเอง มันกระตุ้นให้เราคิดหาวิธีเปลี่ยนทัศนคติแง่ลบของตัวเอง และใช้ชีวิตให้มีคุณค่าและเติมเต็มผู้อื่นไปด้วย ไม่ใช่เพื่อตัวเราเท่านั้น

2.คุณมักวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นอยู่บ่อยๆ

พระคัมภีร์บอกให้เราส่งเสริมและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนใกล้ตัว ใน 1 เธสะโลนิกา 5:11 บอกกับเราว่า “เหตุฉะนั้นจงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงก่อกันขึ้นตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นั้น

คุณเคยรู้สึกอยากยื่นมือเข้าช่วยใครสักคนอย่างแรงกล้า จนถึงขนาดที่คุณรู้สึกหัวเสียถ้า…
หนึ่ง คุณไม่สามารถสื่อสารกับเขาได้ หรือ
สอง เขาไม่แคร์สิ่งที่คุณแนะนำ หรือไม่แม้แต่จะทำความเข้าใจด้วยซ้ำไหมครับ?

ถ้าคุณตอบว่าใช่ในข้อใดข้อหนึ่งแล้วละก็ มาตรฐานของคุณอาจไม่อยู่บนหลักความจริงสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะสำหรับตัวคุณเองหรือคนรอบตัวคุณ เพราะถ้าคุณรู้สึกหงุดหงิดกับคนอื่นอยู่เสมอ หรือเพื่อนรอบข้างไม่ค่อยอยากจะข้องแวะกับคุณสักเท่าไหร่แล้วละก็ นี่คือสัญญาณเตือน!

มีช่วงหนึ่งในชีวิตของผมที่ผมไม่พอใจทุกคนที่ผมรู้จักเลย แม้เพื่อนจะมาใช้เวลากับผม แสดงความห่วงใยและความรักที่พวกเขามีให้ผมเห็น ผมก็จะหาทางผลักให้พวกเขารู้สึกผิด และทำให้เขารู้สึกว่าเขาเห็นแก่ตัวและไม่ได้เป็นห่วงเป็นใยผมจริง

แล้วเราควรจะทำอะไรล่ะทีนี้? เราต้องจำไว้ว่า เราแต่ละคนยังอยู่ในกระบวนการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ผ่านวิธีที่เรียกว่า “การทรงชำระให้บริสุทธิ์” พระเยซูเองทรงแสดงความอดทนและความรักอย่างมากมายต่อผู้ที่ถูกสังคมวิจารณ์หรือรังเกียจ เช่น คนเก็บภาษีและโสเภณี ขณะที่พระองค์เองก็ไม่ได้ให้อภัยพฤติกรรมของพวกเขา แต่ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเขาอย่างอ่อนโยน ทรงให้พื้นที่และเวลาให้เขาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น

เช่นเดียวกัน เราเองสามารถเรียนรู้ที่จะอดทนและให้อภัยไม่ใช่แค่เวลาที่เพื่อนเราทำตัวงี่เง่าเท่านั้น แต่กับตัวเราเองขณะที่เรากำลังเปลี่ยนแปลงจากภายในด้วย พระคัมภีร์กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” (2 โครินธ์ 4:16)

3.คุณมักวิตกกังวลเรื่องการพัฒนาตัวเอง

คุณมีอุปนิสัยที่แม้แต่คุณเองก็ทนไม่ได้บ้างหรือเปล่าครับ? แถมไม่ว่าจะพยายามปรับปรุงตัวเองมากเท่าไหร่ คุณกลับพบว่า กำลังพาตัวเองจมลงสู่นิสัยเดิมๆ อย่างหนีไม่พ้น ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังพยายามเปลี่ยนความไร้ระเบียบวินัยของตัวเอง แต่นิสัยผัดวันประกันพรุ่งจนทำให้เสียเวลาก็แก้ไม่หายสักที

เราคงเคยตั้งปณิธานเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของเรากันใช่ไหมครับ ช่วงแรกๆ ก็ดูดีขึ้นอยู่พักหนึ่ง แต่พอไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน นิสัยเดิมๆ ก็ย้อนกลับมาอีก สุดท้ายก็จบลงที่ความผิดหวัง โกรธและเสียใจกับตัวเอง

ผมคิดว่านั่นเป็นเพราะเราโฟกัสที่ตัวเองมากเกินไป เลยพยายามจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เราอยู่ในความสับสนอลหม่านเพราะว่าเราไม่ยอมปล่อยวาง เราไม่เชื่อจริงๆ ว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่พอที่จะแก้ไขปัญหาของเรา และเราก็ไม่เชื่อว่าพระองค์จะทำได้ด้วย

เราพึ่งกำลังของเราเพื่อจะเปลี่ยนตัวเอง ดังนั้น อย่าแปลกใจเลยครับว่าทำไมเราถึงได้ล้มเหลว เชื่อในพระเจ้าและปล่อยให้พระองค์จัดการเถอะ!

4.คุณรู้สึกตัวเองเป็นฝ่ายพูดอยู่ตลอดเวลา

คุณเคยหยุดตัวเองสักครู่ระหว่างการสนทนาและทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าคุณเอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียวไหมครับ? เอาล่ะ นั่นก็เพราะว่าคุณไม่หยุดพูดบ้างไงละ! ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของการสื่อสารทั้งสองทางนะฮะ

หากเราเปลี่ยนความสนใจจากที่เคยอยู่แต่กับตัวเอง ใส่ใจฟังคนอื่นดูบ้าง เราจะได้ฝึกแสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อทุกข์สุขของผู้อื่น ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น และระวังที่จะไม่ทำผิดซ้ำรอยพวกเขา

มีสุภาษิตตุรกีอยู่ประโยคหนึ่งที่ลุ่มลึกมาก กล่าวว่า “หากวาจาเปรียบเสมือนเงิน การฟังก็เปรียบได้ดั่งทองคำ” เป็นไปได้หรือไม่ว่า แม้แต่เพื่อนรอบตัวที่สนิทกับคุณมาเป็นเวลานาน คุณยังไม่รู้เลยว่าที่จริงแล้วพวกเขาเป็นคนยังไง หรือชอบอะไร?

บางที นี่อาจเป็นความจริงในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้าด้วยเช่นกัน เราใช้เวลาอธิษฐานมากกับการบอกความต้องการ และความกังวลของเราต่อพระเจ้า แต่เราเคยหยุดคิดไหมว่าพระองค์ต้องการจะพูดอะไรกับเราบ้าง?

5. คุณกลัวที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง

หลายปีทีเดียวที่ผมต่อสู้กับตัวเองกับการพยายามห่วงใยใส่ใจผู้อื่นจากใจจริง เมื่อผมสร้างสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง แม้แต่คนที่ผมรักก็ตาม ผมคิดอยู่เสมอว่าจะทำยังไงถึงจะมั่นใจได้ว่า สิ่งที่ผมทำจะได้รับการตอบแทน ผมจะปรนนิบัติเขาอย่างไรเขาถึงจะซื่อสัตย์กับผม? ผมควรซื้ออะไรให้คนพิเศษของผมเพื่อที่เธอจะรักผมมากขึ้น? หรือแม้กระทั้ง ผมจะทำอะไรให้พระเจ้าได้บ้างเพื่อพระองค์จะไม่จากหรือละทิ้งผมไป?

ในที่สุด ผมก็ผิดหวังเมื่อผู้คนไม่ตอบสนองในแบบที่ผมต้องการ พวกเขาไม่ได้ทำตามความคาดหวังจอมปลอมและเห็นแก่ตัวของผม เป็นเวลานานทีเดียวที่ผมมองไม่เห็นทางออก จนผมมาคิดได้ว่า ก่อนอื่นผมต้องเข้าใจความหมายที่แท้จริงของการอยู่ในความสัมพันธ์เสียก่อน และบทเรียนที่ผมได้รับก็มาจากความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดและเป็นความสัมพันธ์แรกในชีวิตของผม นั่นคือ ‘ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพระเจ้า’

สิ่งแรกที่ผมเรียนรู้ก็คือ ความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรานั้นไม่มีเงื่อนไข พระองค์ทรงรักเราก่อนที่เราจะเกิด และแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราวิ่งหนีและต่อต้านพระองค์ พระองค์ก็ไม่เคยหยุดรักเราอย่างที่เราเป็น เมื่อผมเข้าใจข้อนี้แล้ว ผมจึงเริ่มเรียนรู้ที่จะรักผู้อื่น ‘อย่างที่พวกเขาเป็น’ ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำเพื่อผม หรือแม้แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้นถ้าพวกเขาทิ้งผม แต่เกี่ยวกับว่าพระเจ้าต้องการให้ผมรักคนที่พระองค์ทรงรักอย่างไม่มีเงื่อนไขและอย่างไม่เห็นแก่ตัวได้อย่างไร ทรงสอนให้ผมได้เรียนบทเรียนล้ำค่านั่นคือ ความสัมพันธ์นั้นไม่ใช่การซื้อขายแลกเปลี่ยน และผมจะเลิกหมกมุ่นกับตัวเองได้ก็ต่อเมื่อผมละสายตาจากตัวเอง และเงยหน้าขึ้นมองไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้า

Tags:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง