หากไม่มีพระคริสต์ในวันคริสตมาส…

วันที่ 19-12-2015 • บทความ • mnsc • 2 ความคิดเห็น »

[Option 1] What-if-there-was-no-Christ-in-Christmas--(2)

เขียนโดย เดวิด กิบบ์ (บทความต้นฉบับจาก http://wp.me/p5q8EW-d7D)
แปลโดย มะเหมี่ยว เปมิกา
เรียบเรียง จิ๊ก สิริวรรณ

กาลครั้งหนึ่ง มีชาวนาคนหนึ่งที่คิดว่าเรื่องพระเจ้ามาเกิดเป็นพระกุมารเยซูเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ แต่ภรรยาของชาวนาผู้นั้นกลับคิดตรงกันข้ามกับเขา เธอเป็นคริสเตียนที่เชื่อในพระกุมารเยซูที่ประสูติในวันคริสตสมภพ  สามีของเธอมักจะทำให้เธอลำบากใจด้วยการเยาะเย้ยและเห็นเป็นเรื่องสนุก ด้วยคำพูดว่า “ทำไมพระเจ้าจะต้องลดตัวเองลงมาเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเราด้วย นี่มันไร้สาระทั้งเพ!

ในวันคริสตมาสปีหนึ่ง ภรรยาของชาวนาผู้นั้นไปโบสถ์ตามปรกติแต่ตัวเขาอยู่บ้าน หลังจากที่ผู้เป็นภรรยาออกไป หิมะก็เริ่มตก จากตอนแรกที่ตกแค่โปรยปราย ก็เริ่มเทกระหน่ำจนกลายเป็นพายุหิมะ ทันใดนั้น ชาวนาก็ได้ยินเสียงดังโครมจากนอกหน้าต่างเป็นระยะๆ

เขาเดินออกไปนอกบ้านเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เขาเห็นก็คือในทุ่งเต็มไปด้วยฝูงห่านที่บินอพยพมา แต่เพราะพายุหิมะทำให้พวกมันหลงทิศหลงทางจนมาหลบอยู่ในฟาร์มแห่งนี้ ไม่สามารถบินออกจากที่นั่นเพื่อกลับบ้านได้

ชาวนาเห็นฝูงห่านหลงทางแล้วก็สงสารอยากช่วยให้พวกมันได้พักอยู่ในโรงนาสักคืนหนึ่ง เขาจึงไปเปิดประตูโรงนา ยืนคอยอยู่ด้านใน หวังว่าห่านพวกนั้นจะเข้ามาข้างใน แต่ห่านไม่เข้าใจ ชาวนาพยายามส่งเสียงต้อนพวกมันเข้าไป แต่พวกมันก็วิ่งไปวิ่งมา สักพักเขาจึงได้ไอเดียใหม่ เขาเอาขนมปังมาบิดโรยไว้เป็นทางเข้าไปในโรงนา แต่พวกห่านก็ยังคงไม่เข้าใจ ชาวนาหมดหนทางช่วยฝูงห่านให้เข้าไปหลบภัยในที่พักอุ่นๆ ในโรงนา

เขารู้สึกหงุดหงิดมาก “ทำไมพวกห่านไม่ยอมตามฉันมา?” เขาคิด “มันไม่รู้หรือว่านี่เป็นที่เดียวที่พวกมันสามารถอยู่รอดได้? จะทำยังไงให้พวกมันตามฉันเข้ามาในนี้ดีเนี่ย?  ทันใดนั้นเอง ชาวนาคนนั้นเริ่มคิดได้ว่า พวกห่านไม่ทำตามมนุษย์ ยกเว้นเสียแต่ว่าเขาจะกลายเป็นห่านเสียเอง เขาจะได้สื่อสารกับพวกมันเข้าใจว่าให้เข้าไปอยู่โรงนาซะ จะได้ปลอดภัย

ในขณะที่เขาครุ่นคิดเรื่องนี้ เขาเริ่มเข้าใจเห็นเหตุผลที่แท้จริงแล้วว่า ทำไมพระเจ้าจึงเสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ในวันคริสตมาสนั้น พระองค์ไม่ได้ทรงกระทำองค์เองให้ยิ่งใหญ่เพื่อสร้างความประทับใจให้กับเรา แต่พระองค์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุดและประเสริฐที่สุดอยู่แล้ว แต่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่กลับลงมาอยู่ในระดับเดียวกับมนุษย์เล็กน้อยอย่างเรา เพื่อมาช่วยเราให้รอดจากโลกอันยุ่งเหยิง จากชีวิตอันยุ่งเหยิง เพื่อนำเราออกจากอันตราย และนำเรากลับสู่พระองค์

เพราะยังมีหวัง

เหตุผลที่วันคริสตมาสเป็นความมหัศจรรย์ก็เพราะ พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราไม่ทรงละทิ้งเราให้อยู่ในความสิ้นหวัง พระองค์ทรงรักเราและทรงนำมาซึ่งความหวัง พระคัมภีร์กล่าวว่า “พระวาทะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” (ยอห์น 1:14)  ยอห์นใช้คำว่า “พระวาทะ” สำหรับพระกุมารน้อยที่เป็นความหวังของมวลมนุษย์ และการตั้งครรภ์ที่แสดงถึงหมายสำคัญที่ยิ่งใหญ่

พระกุมารอธิบายถึงความเป็นพระเจ้าต่อเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นเพราะพระกุมารก็คือพระเจ้านั่นเอง แต่ว่าพระองค์ก็ยังทรงเป็นมนุษย์ด้วย ทรงถูกปฏิสนธิในครรภ์ ทรงประสูติเป็นทารกน้อย ผู้ซึ่งละจากแผ่นดินสวรรค์มาบรรทมอยู่ในรางหญ้า พระองค์เคยเป็นเด็ก เป็นหนุ่มน้อยและเติบใหญ่เป็นชายที่สมบูรณ์ เป็นคนจริงๆ เหมือนคุณและผม

ลองหยุดคิดเรื่องนี้สักนิดนึงดูสิครับ เพราะถ้านี่เป็นเรื่องจริง มันจะไม่ใช่แค่ ‘เรื่องราวดีๆ’ แต่เป็น ‘ความมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก’

ในวันที่ 29 กรกฏาคม 1969  นีล อาร์มสตรองเป็นนักบินอวกาศคนแรกที่ขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ริชาร์ด นิกสัน ได้ออกมากล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “เหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ได้เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์คนแรกก้าวเท้าลงบนดวงจันทร์” ต่อมา พันเอกเจมส์  เออร์วิน ซึ่งเป็นนักบินอวกาศคนที่แปดที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์กลับไม่เห็นด้วย เขากล่าวว่า

“ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่การที่มีคนไปเหยียบดวงจันทร์
แต่เป็นการที่พระเจ้าทรงมาประทับอยู่บนแผ่นดินโลกต่างหาก”

จอห์น  เบ็ตเจอแมน นักเขียนและนักกวีชาวอังกฤษได้ประพันธ์บทกวี “คริสตมาส” ไว้ว่า

“มันเป็นจริงหรือ? มันเป็นจริงหรือ?
เรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องใดที่เคยได้ยิน
ดังที่แต่งแต้มอยู่บนกระจกหน้าต่างของโบสถ์
ทารกน้อย…ในคอกวัวนี่หรือ?
ผู้สร้างทั้งดวงดาวและท้องทะเล
จะลงมาเกิดในโลก เพื่อฉัน?”

วันดีเดย์

ใช่ มันคือความจริง ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะในวันคริสตมาสนั้น พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และเป็นวันที่พลิกเกมไปตลอดกาล

โดยปราศจากพระเจ้าแล้ว เราเป็นมนุษย์ที่หลงทางและโดดเดี่ยว เราเคยทำร้ายคนอื่นให้ต้องเจ็บปวดด้วยการกระทำหรือด้วยคำพูดที่เรียกกลับคืนมาไม่ได้  ถึงแม้เราจะอยากย้อนเวลากลับไปลบล้างสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่คุณไม่สามารถทำได้หรอก

แต่พระคริสต์เสด็จมาในวันคริสตมาสเพื่อมาทำในสิ่งที่เราทำไม่ได้ พระองค์ประสูติเป็นทารกน้อย เติบโตขึ้น และทรงถูกตรึงตายบนไม้กางเขนในขณะที่ยังหนุ่มแน่น ในขณะที่พระองค์ทรงถูกตรึงอยู่นั้น พระองค์ไม่ได้มาตายเพราะความผิดบาปของพระองค์ (พระองค์บริสุทธิ์ปราศจากบาป) แต่ทรงยอมตายเพื่อเรา เพื่อบาปที่เราก่อ เพื่อจะทรงอภัยโทษบาปให้กับเราและนำเรากลับไปหาพระบิดาผู้ทรงรักเรา คริสตมาสครั้งแรกของโลก พระเจ้าที่ลงมาบังเกิดเป็นพระเยซู นำเราไปสู่บ้านอันปลอดภัยที่มีพระองค์อยู่ด้วย

หากไม่มีพระคริสต์ในวันคริสตมาส ความหวังของเราคงจะริบหรี่ เราคงดำรงชีวิตอยู่ในโลกด้วยความโดดเดี่ยว จมอยู่กับความผิดพลาด เสพติดในเนื้อหนัง และทนทุกข์อยู่กับความสิ้นหวัง

แต่พระองค์ได้เสด็จมาในวันคริสตมาสแรกนั้นจริงๆ และมันเป็นวันที่ทำให้โลกนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อเราได้มารู้จักพระเยซูคริสต์ ลองพิจารณาชีวิตของพระองค์ และลองอ่านเรื่องราวของพระองค์ในพระกิตติคุณทุกเล่มดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าทุกสิ่งในโลกมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเมื่อพระคริสต์ได้ทรงเสด็จมา

Tags:

2 Responses

  1. Jesus is the reason for season…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

บทความที่เกี่ยวข้อง