ถ้าพระเจ้าดีจริง…

วันที่ 27-11-2015 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

If-God-is-good,-why-is-there-so-much-evil-and-suffering-

นี่อาจเป็นคำถามคาใจคริสเตียนมากที่สุดคำถามหนึ่งก็ว่าได้ ปัญหาเรื่องความชั่วร้ายและความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นในโลก เปรียบเสมือนหนามทิ่มแทงผู้เชื่อหลายคนจนหลงหายไป  หรือปิดกั้นคนใหม่ๆ ไม่ให้เชื่อ หรือทำให้ผู้เชื่อหมดกำลังใจที่จะเดินติดตามพระเจ้าต่อไป

ตอนที่ฉันเริ่มสนใจศึกษาเรื่องของพระเจ้าใหม่ๆ ฉันก็มีคำถามมากมาย รวมทั้งคำถามเรื่องความชั่วร้ายและความทุกข์ยากในโลกด้วย ฉันอ่านหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับการปกป้องความเชื่อของคริสเตียน หนังสือเหล่านี้พยายามหาคำตอบ และปล้ำสู้กับคำถามเหล่านี้มาเป็นเวลานาน แต่ก็ยังไม่หายสงสัยเสียที

สำหรับพวกเราบางคนการอยู่ห่างๆ ปัญหาพวกนี้ไว้ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ฉันคิดว่ามันไม่ฉลาดเลยที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้  เพราะก็ยังมีพวกเราอีกหลายคนที่ปล้ำสู้กับคำถามเหล่านี้อยู่  ถ้าพระเจ้าทรงดีเลิศ และเปี่ยมด้วยฤทธานุภาพสูงสุด พระองค์ก็ไม่น่าจะอนุญาตให้มีความชั่วร้ายเกิดขึ้นถูกไหม  ถ้าพระองค์ทรงยอมให้เกิดขึ้น  พระองค์ก็ไม่น่าจะทรงดีเลิศหรือเปี่ยมด้วยอำนาจดังที่กล่าวอ้างไว้

มีนักปรัชญาหลายคน อาทิเช่น แอลวิน แพลนตินก้า (Alvin Plantinga) ปีเตอร์ แวน อินวาเก็น (Peter Van Inwagen) และวิลเลียม เลน เครก (William Lane Craig) หยิบยกกรณีศึกษาเพื่อให้เห็นว่า พระเจ้าทรงอนุญาตให้ความชั่วร้ายเกิดขึ้น แต่พระองค์ก็ยังคงเป็นพระเจ้าที่ทรงเมตตาและทรงฤทธานุภาพอยู่  จากหนังสือ ‘ปกป้องเจตจำนงอิสระ’ แพลนตินก้าโต้แย้งว่า ตราบใดที่พระเจ้าให้อิสระกับมนุษย์ในการตัดสินใจอยู่ ก็ยังเป็นไปได้ที่มนุษย์จะทำผิดจริยธรรม  ซึ่งพระเจ้าจะไม่เข้ามาแทรกแซง เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็จะขัดแย้งกับอิสรภาพในการตัดสินใจที่พระเจ้าทรงมอบให้ไปแล้ว 

แล้วทำไมพระเจ้าถึงให้อิสระกับเราในการตัดสินใจละ? แพลนติก้าพูดถึงประเด็นนี้ในหนังสือ ‘พระเจ้า อิสระ และความชั่วร้าย’ อีกว่า ถ้าจะว่ากันไปตามจริง โลกที่มนุษย์มีอิสระในการตัดสินใจก็ดีกว่าโลกที่มนุษย์ไม่มีอิสระในการตัดสินใจ  ยกตัวอย่างเช่น เป็นไปได้ที่โลกที่ปราศจากอิสรภาพจะมีความรักได้  เพราะความรักต้องอาศัยตัวกลาง นั่นคือการเลือกโดยไม่มีการบีบบังคับนั่นเอง เขาเขียนไว้ในหนังสืออีกว่า

“การที่จะสร้างมนุษย์ที่สามารถปฏิบัติจริยธรรมที่ดีนั้น พระเจ้าทรงต้องสร้างมนุษย์ที่ปฏิบัติจริยธรรมที่เลวด้วย ซึ่งพระองค์ไม่สามารถให้มนุษย์มีทั้งอิสระในการทำชั่ว และป้องกันไม่ให้ทำชั่วไปพร้อมๆกันได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นช่างน่าเสียใจที่ว่า มนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นกลับใช้อิสรภาพในทางที่ผิด  จนเป็นต้นตอของความเลวร้ายทางจริยธรรม แต่ถึงแม้ว่ามนุษย์ผู้มีอิสระหลงผิด ก็ไม่ได้ทำให้ฤทธานุภาพของพระเจ้าหรือความประเสริฐของพระองค์เสื่อมถอยลงไป เพราะหากพระองค์จะทรงถอนรากถอนโคนจริยธรรมที่ชั่วร้ายได้ ก็ต่อเมื่อเอาจริยธรรมที่ดีนั้นออกไปด้วยเท่านั้น”

ความสัมพันธ์ระหว่างความดีเลิศของพระเจ้าและอิสรภาพในการตัดสินใจของมนุษย์ให้มุมมองที่ช่วยให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่าทำไมจึงมีความชั่วร้ายเกิดขึ้นมากมายบนโลกใบนี้  ถึงจะยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง ความจริงก็คือ ถึงแม้เพื่อนของฉันเกือบทุกคนที่ยอมรับคำกล่าวอ้างของแพลนตินก้า แต่พวกเขาก็ยังอดสงสัยไม่ได้ กับความตายอย่างอยุติธรรมที่มีอยู่ทั่วโลกซึ่งดูไม่มีเหตุผลเลยไม่ว่าจะเอาอะไรมาอธิบายก็ตาม

สิ่งนี้เองจึงทำให้ฉันเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้ต้องการคำตอบทางด้านสติปัญญา แต่เป็นด้านความรู้สึกมากกว่า  คำถามเกี่ยวกับความชั่วและการทนทุกข์  ไม่ได้หาคำตอบง่ายๆ  เพราะมันไม่ได้อาศัยหลักของความเข้าใจทางตรรกะว่าสิ่งใดเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้  แต่มันเป็นเรื่องของหัวใจมากกว่า เราอยากจะเข้าใจว่าทำไมบางคนต้องเจอความทุกข์ทรมานหลากหลายรูปแบบ  ที่จริงการมีภาระใจเป็นสิ่งที่ดี  เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของเรา ฉันเลยไม่รู้ว่าคำตอบของฉันจะทำให้คนที่ได้อ่านพอใจหรือไม่  หรือคำตอบอย่างเหมารวมว่า ‘มันเป็นเพราะว่าความบาปจึงทำให้คนเราทุกข์ยาก’ ก็ไม่อาจช่วยคนที่กำลังตกในความทุกข์อยู่ได้

แทนที่เราจะมัวแต่คิดว่า ทำไมพระเจ้าที่ดีเลิศทรงให้เราทุกข์ยาก ลองมาคิดแบบนี้ดีกว่าว่า ทำไมพระเยซูจึงเสด็จลงมาในโลก ถูกตรึงตายที่ไม้กางเขนและต่อมาฟื้นคืนพระชนม์ดีกว่าไหม?

ถ้าเรามองไปที่การสิ้นพระชนม์ที่กางเขนและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เราจะเห็นว่าพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าองค์ที่ไม่ใส่พระทัย แต่เป็นพระเจ้าองค์ที่สนพระทัยต่างหาก พระองค์ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะทำให้สิ่งที่ทรงสร้างกลับมาคืนดีกับพระองค์  พระองค์จึงทรงส่งพระบุตรที่รักของพระองค์ลงมาบนโลกใบนี้ เพื่อตายแทนเราบนไม้กางเขน เพื่อให้เราได้รับการอภัยบาป และการคืนพระชนม์ของพระเยซูนั้นก็เพื่อให้เรามีชีวิตนิรันดร์

บางทีฉันก็อยากรู้ว่า มีคริสเตียนมากแค่ไหนที่มาเชื่อพระเจ้าเพราะพวกเขาประทับใจกับความเชื่อของคริสเตียนที่แก้ปัญหาที่เกิดจากความชั่วร้ายและการทนทุกข์  ผ่านทางการสิ้นพระชนม์และฟื้นพระชนม์ของพระเยซู สำหรับฉัน ฉันมาเป็นคริสเตียนเพราะเชื่อในเรื่องการคืนพระชนม์ของพระเยซูรวมทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ อีกทั้งสำนึกผิดที่เคยปฏิเสธองค์พระเจ้าพระผู้สร้าง  และขณะที่ฉันถามคำถามเรื่องความชั่วร้ายและความทุกข์กับตัวเองอยู่  ก็มีอยู่จุดหนึ่งที่ฉันตระหนักว่า ไม่มีประโยชน์ที่พยายามจะทำความเข้าใจจากความคิดและมุมมองอันจำกัดของตัวเอง  ฉันขอเชื่อในสิ่งที่พระเยซูเป็นง่ายๆ ดีกว่า

ฉันคิดว่า ถ้าเราพุ่งความสนใจไปที่คำถามเพียงข้อเดียวว่า ‘ทำไมถึงต้องเป็นฉัน’ ‘ทำไมถึงต้องเป็นตอนนี้’ หรือ ‘ ทำไมเรื่องนี้ถึงต้องเกิดขึ้น’ มันก็คงจะไม่ช่วยให้เราเข้าใจความทุกข์ทรมานของเราได้หรอก  และก็ไม่ได้ทำให้เราสบายใจหรือหาทางออกในการแก้ปัญหาได้หรอก  แต่ฉันเชื่อว่าการเป็นคริสเตียน คือการละสายตาออกจากคำถามที่ว่า ‘ทำไมถึงต้องเป็นฉัน’  มาเป็น ‘ทำไมถึงต้องเป็นพระเยซู’เพราะพระองค์เท่านั้นที่สร้างความหวังให้กับเรา

เราคงจะไม่มีทางเข้าใจเรื่องนี้ได้แน่  แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้และทำให้เราอุ่นใจก็คือ  พระเจ้าทรงใส่พระทัยเราจริงๆ และการเสด็จมาบังเกิดในโลกของพระเยซูนั้นได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้ว

คำถามเรื่องความชั่วร้ายและการทนทุกข์คงจะคาใจเราไปตลอด แต่ตอนนี้เราก็ได้รู้แล้วว่า มันไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่ทรงสนพระทัย แน่นอน พระองค์สนพระทัย และพระองค์ได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว เพื่อให้โลกนี้กลับมาหาพระองค์ได้อีกครั้ง

เหมือนที่ เอ็น. ที. ไรท์ ได้กล่าวไว้ว่า ‘เมื่อเราอ่านเรื่องราวของพระเยซู และมองว่าเป็นเรื่องของความรักของพระเจ้าให้เราในสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ความรู้เช่นนี้จะทำให้เกิดความซาบซึ้งใจในพระคุณที่ลึกล้ำของพระเจ้าครั้งแล้ว ครั้งเล่า ซึ่งเป็นหัวใจของประสบการณ์พิเศษที่คริสเตียนแท้ทุกคนควรได้สัมผัส

ผู้เขียน: เอเดรียน โหยว
แปล: ปอ นภธิดา
เรียบเรียง: จิ๊ก สิริวรรณ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *