ถ้าพระเจ้าเอาพรสวรรค์ของผมไป…

วันที่ 21-10-2015 • บทความ • admin • 2 ความคิดเห็น »

What-if-God-Takes-Away-My-Gift-

ผมรักการเขียนกลอน มันเป็นวิธีแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของผม กลอนบทแรกๆ ของผมเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่ง (อย่างที่คุณก็น่าจะเดาได้) ผมได้แต่มองดูเธอไกลๆ อย่างไม่เคยคิดจะอาจเอื้อม บทกวีทำให้ผมได้ระบายความรู้สึกจากส่วนลึกที่สุดในหัวใจและจิตวิญญาณ และช่วยให้ผมผ่านเรื่องราวต่างๆไปได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมแต่งกลอนเกี่ยวกับชีวิตของผมในหลายแง่มุม ผมรู้สึกว่าพระเจ้าอวยพรผมด้วยความสามารถในการแต่งบทกวี ทว่าเมื่อไม่นานนี้ ผมพบว่าตัวเองเขียนกลอนไม่ได้ลื่นไหลอย่างเคย  ซึ่งทำให้ผมประหลาดใจมาก ผมขาดแรงบันดาลใจหรือเปล่านะ? หรืออาจแย่กว่านั้นอีก ผมกำลังจะเสียพรสวรรค์อันนี้ไปรึเปล่าเนี่ย?

ความคิดนั้นรบกวนผมอย่างหนัก หลายครั้งผมพบตัวเองกำลังพยายามเค้นอะไรก็ได้ที่เรียกว่ากลอนให้ออกจากสมองขณะที่เปิดเพลงฟังไปด้วย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเริ่มสงสัยว่าบรรดาศิลปินเค้าเตรียมตัวสำหรับการแสดงครั้งสำคัญกันยังไงนะ? และพวกนักแต่งเพลงชื่อดังสามารถเขียนเพลงยอดนิยมออกมา เพลงแล้วเพลงเล่าได้อย่างไร? ผมเริ่มถามตัวเองด้วยคำถามเช่นนี้ ผมจะหาแรงบันดาลใจอีกได้อย่างไร? แล้วอะไรเป็นแรงบันดาลใจในอดีตที่ผ่านมาของผม?

คำถามเหล่านี้นำไปสู่คำถามใหญ่กว่าที่ว่า การแต่งกลอนมีความสำคัญกับผมเพราะมันให้คำนิยามตัวผมใช่ไหม? ที่ผมรู้สึกว่าต้องคิดกลอนให้ได้นั่นเป็นเพราะความคาดหวังจากคนอื่นอย่างนั้นเหรอ? นี่ผมเปลี่ยนสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นตัวเองออกมา ให้กลายเป็นสิ่งที่ผมจำเป็นต้องทำต้องหมั่นฝึกฝน ต้องคอยเชื่อมั่นในมัน ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

หลังจากนั้นผมเริ่มเห็นคำตอบ ในภาพรวมแล้ว บทกวีไม่ได้สำคัญตรงที่การร้อยเรียงถ้อยคำที่งดงามหรอก ในทางกลับกัน สิ่งสำคัญที่แท้จริงนั่นคือผมจะใช้อะไรก็ตามที่พระเจ้าใส่ไว้ในตอนนั้นเพื่อพระสิริของพระองค์ได้อย่างไรต่างหาก ยกตัวอย่างเช่นนักดนตรีที่เริ่มต้นด้วยการเป็นนักดนตรีอาชีพ เมื่อเวลาผ่านไปเขาอาจค่อยๆ อยากจะขยับไปเป็นครูสอนดนตรีให้คนอื่นได้เข้าถึงและซาบซึ้งกับดนตรีมากยิ่งขึ้น เขายังคงเป็นนักดนตรีอยู่ แต่รูปแบบของพรสวรรค์ที่เขาแสดงออกมาอาจพัฒนาไปเป็นอย่างอื่น

แต่ถ้าหากนักดนตรีคนนั้นต้องสูญเสียแขนขาหรือการมองเห็นจนทำให้ไม่สามารถที่จะแสดงหรือแม้แต่สอนได้อีกต่อไปละ ในเวลาเช่นนี้เราทำได้เพียงวางใจทั้งหมดไว้กับพระเจ้าผู้มีอำนาจไม่จำกัด และเชื่อว่าพระองค์ทรงมีพระประสงค์และจะทำงานในชีวิตของเราต่อไป โยบเป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อพระเจ้าอนุญาตให้ทุกสิ่งที่เขามีถูกริบไป โยบตระหนักว่าทุกอย่างที่เขามีนั้นมาจากพระเจ้า เขาจึงปฎิเสธที่จะแช่งด่าพระองค์และตายไปอย่างที่ภรรยาของเขาบอกให้ทำ ในทางกลับกันเขาถ่อมตัวลงต่อพระเจ้าและประกาศว่า

“ข้าพเจ้ามาจากครรภ์มารดาของข้าพเจ้าตัวเปล่า และข้าพเจ้าจะกลับไปตัวเปล่า พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า” (โยบ 1:21)

ส่วนผม ผมไม่ได้เขียนกลอนมากเหมือนเดิมแล้ว แต่ผมก็แสดงออกด้วยวิธีการอื่นแทน เช่น ผ่านการเขียนบทความ การเลี้ยงดูให้คำปรึกษาผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เมื่อ 10-15 ปีก่อนผมไม่เคยคิดว่าจะทำเลย และถึงขณะนี้ผมก็ยังไม่รู้อนาคตและที่ที่พระเจ้าจะนำผมไป แต่ผมก็สามารถพูดด้วยความมั่นใจได้ว่า ทุกอย่างมีจุดประสงค์ของมันเสมอ และพระเจ้าเองเป็นผู้กำหนดจุดประสงค์เหล่านั้น

แรงดลใจและความคิดอันว่างเปล่า
มองตัวเราใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่
หลับตาลงอธิษฐานอีกสักที
อะไรที่ฉันไม่เห็นหรือพลาดไป

แม้สูญเสียพรสวรรค์ฉันเคยได้
ไม่สงสัยแต่วางใจไว้ตรงนี้
สิ่งใดใดทั้งหมดที่เคยมี
ฉันเลือกที่จะเชื่อในพระองค์

เขียนโดย Shawn Quah
แปลโดย เวย์ วนีย์
เรียบเรียงโดย จิ๊ก สิริวรรณ

Tags: ,

2 Responses

  1. เป็นกลอนดีๆที่เตือนถึงความเชื่อให้เราระลึกนึกถึงพระองค์เสมอ ♡

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง