#SELFIE ภาพ (ที่มากกว่า) ตัวเอง

วันที่ 22-9-2015 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

#Selfie

สวัสดีชาวโซเชียล!

ตอนนี้ฉันอยู่ที่เปรู เห็นซากปรักหักพังมาชู ปิกชูข้างหลังนั่นไหม?
ฮัลโหลๆ ตอนนี้ฉันกำลังมันส์สุดๆอยู่ในคอนเสิร์ตเคป๊อปละ

ตอนนี้ฉันกำลังจะหม่ำหมูย่างตัวโตละน้า!
ตอนนี้ฉันพึ่งออกจากร้านทำผมมา นี่คือผมทรงใหม่ของฉัน รู้ยัง?
ภาพโปรไฟล์ของฉันพอจะบอกคุณได้หรือยังว่า ฉันเนี่ยแหละ นักเซลฟี่ตัวแม่
ฉันไม่เคยเหงาเลยจริงๆ

Finalจะว่าไปแล้วการถ่ายภาพตัวเองไม่ใช่เรื่องใหม่ นานนับศตวรรษที่คนสมัยก่อนบันทึกภาพเหมือนของตัวเองเพื่อให้ลูกหลานเก็บไว้ดู แต่เมื่อยุคสมาร์ทโฟนติดกล้องหน้ามาถึง ทำให้การถ่ายรูปตัวเองไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป คุณไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินยุคอิมเพรสชั่นนิสม์อย่างแวนโก๊ะ เพื่อจะได้ภาพที่ออกมาดูดี เดี๋ยวนี้ทุกคนสามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นเน็ตไอดอล หรือนักล่าไลค์ได้เพียงปลายนิ้วจรดลงไปบนหน้าจอมือถือเท่านั้น คำว่าเซลฟี่จึงไม่เพียงแต่เป็นธรรมเนียมนิยมไปแล้ว แต่ยังเป็นคำที่พูดถึงกันมากคำหนึ่ง ถึงขนาดที่พจนานุกรมอ๊อกซเฟิร์ดได้ประกาศให้คำว่าเซลฟี่เป็นคำแห่งปี 2013 และบัญญัติความหมายลงในพจนานุกรมภาษาอังกฤษอ๊อกซเฟิร์ดอย่างเป็นทางการในปี 2014 กันเลยทีเดียว คำนี้จึงกลายเป็นคำแห่งยุคไปแล้วไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

แล้วเซลฟี่ไม่ดียังไงละ? พอกันทีกับการตั้งกล้องจับเวลาแล้วต้องรีบวิ่งมาตั้งท่าถ่ายรูปให้ทันไฟกระพริบสีแดงหน้ากล้อง หมดยุคแล้วสำหรับภาพถ่ายเบลอๆ หรือภาพนิ้วโป้งหลุดมาครึ่งเฟรมเพราะมองไม่เห็นตอนถ่าย ไม่มีอีกแล้วที่จะต้องวุ่นวายไปสตูดิโอเพื่อถ่ายรูปหน้าตรงติดบัตร เพราะสมัยนี้มีแม้กระทั่งแอพถ่ายรูปที่ช่วยวางตำแหน่งหัวและไหล่สำหรับการถ่ายภาพติดบัตรโดยเฉพาะ จะถ่ายกี่ครั้งก็ได้จนพอใจไม่ต้องคอยลุ้นกับภาพที่จะออกมาอีกต่อไป พูดตามตรงนั่นก็เพราะว่า ตัวเราเป็นคนที่จะประเมินหน้าตาตัวเองก่อนออกสู่สายตาสาธารณชนได้ดีที่สุดในโลกแล้ว แต่บางครั้งฉันก็คิดว่า ถึงแม้การถ่ายเซลฟี่เพื่อเก็บภาพความประทับใจในวาระและโอกาสต่างเป็นเรื่องสนุกไม่น้อย แต่กระแสนี้มีอะไรมากกว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาหรือไม่? การหมกมุ่นถ่ายเซลฟี่สะท้อนเบื้องลึกของจิตใจ แรงจูงใจ ทัศนคติของเราได้ไหม?

Final (1)

ที่พึ่งทางใจจริงเหรอ?

บทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์ UK’s Telegraph ที่ตีพิมพ์ในเดือนเมษายน ปี 2014 รัตติกา แสงหานี ผู้เขียนกล่าวว่า เรามักจะแสวงหาความมั่นคงทางจิตใจด้วยการอยู่หน้ากล้องถ่ายรูป เวลาที่ฉันคุยกับเพื่อนที่เป็นตัวแม่เซลฟี่ ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า การเซลฟี่ทำให้เขาควบคุมรูปที่จะออกมาได้ เพราะมันง่ายกว่าไปแก้ไขหรือควบคุมรูปที่คนอื่นถ่ายให้ เพื่อนฉันบอกว่าถ้าเธอถ่ายรูปเอง เธอจะแก้ไขยังไงให้มันดีขึ้นยังไงก็ได้

Finalแน่นอนละ เป็นเรื่องปรกติที่เราอยากจะดูดีที่สุด มีใครจะไม่แต่งตัวให้สวยให้ดูดีไปสัมภาษณ์งานเพื่อให้เป็นที่ประทับใจกันละ? แต่สังคมออนไลน์ยกระดับการเข้าถึงภาพถ่ายให้ง่ายดายยิ่งขึ้น เวลาที่เราโพสต์รูปเซลฟี่ โลกเห็นตัวเราได้มากขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่เรารับรู้ได้ในทันทีว่าคนอื่นคิดยังไงกับเราด้วย อย่างที่รัตติกาเขียนในบทความว่า การถ่ายภาพเซลฟี่นั้นก็คือการได้เป็นที่รู้จักและยอมรับจากคนในสังคมการยอมรับนี้ถูกวัดจากยอดไลค์ที่ได้รับ ดังนั้นเมื่อหลังจากโพสต์ภาพก็จะต้องมานั่งรอดูว่าได้กี่ไลค์แล้ว บางทีถึงกับนั่งวิเคราะห์ว่าทำไมรูปนี้ถึงได้ไลค์มากกว่ารูปนั้นกันเลย เราไม่ทันรู้ตัวว่าเราปล่อยให้สังคมเป็นตัวกำหนดคุณค่าและตัวตนของเราไปแล้ว

Finalเมื่อคุณค่าของตัวเองกลับอยู่บนความคิดเห็นของคนอื่น จึงทำให้เรารู้สึกมั่นคงทางจิตใจได้ยาก และมักจะเปลี่ยนรูปโปรไฟล์อยู่บ่อยๆ เพียงแค่กดคลิกเบาๆ ก็ขจัดรูปไม่พึงประสงค์ที่ไม่อยากให้สาธารณชนเห็นได้แล้ว เราแก้ไข แต่งรูป บันทึกรูป และโพสต์รูปเก๋ๆ ของตัวเอง หรือสิ่งที่เราได้ไปหรือได้ทำเจ๋งๆ เรากังวลว่าตัวจริงของเราจะไม่สอดคล้องกับรูปที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม จึงไม่น่าแปลกใจที่ ผลการศึกษาในปี 2014 ที่ประเทศอังกฤษ จึงออกมาว่า การเสพติดการถ่ายเซลฟี่เชื่อมโยงกับความมั่นใจในตัวเอง โดยมีกรณีศึกษาคือหญิงชายอายุ 18-30 ปี กว่า 2,000 คน ซึ่งพบว่า คนที่อัพรูปเซลฟี่ตัวเองเป็นประจำมักจะไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง แล้วทำไมความมั่นใจในตัวเองจึงเปราะบางเช่นนั้นละ? นั่นเพราะเรามักจะถามตัวเองรึเปล่าว่าฉันมีคุณค่าอะไร? ใครจะชอบและยอมรับฉันบ้าง?”

คุณค่าที่แท้จริงFinal

แล้วถ้ามีหนทางอื่นในการประเมินคุณค่าตัวเองที่ดีกว่าการรอฟังความคิดเห็นของคนอื่นละ? ถ้ามีคนมองทะลุแอพ 360 องศาและยังคงชอบและยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเราได้ละ? และถ้าความคิดเห็นของคนๆ นั้นเป็นเพียงหนึ่งในมีกี่คนที่เราควรจะสนใจละ?

ข่าวดีก็คือ คนนั้นมีอยู่จริง พระคัมภีร์ได้บอกเราว่าคนนี้รู้จักตัวตนของเราอย่างทะลุปรุโปร่งแม้แต่ก่อนท่ีเราจะเกิดมาเสียอีก เพราะพระองค์ทรงสร้างเราขึ้นมา

เพราะพระองค์ทรงปั้นส่วนภายในของข้าพระองค์
พระองค์ทรงทอข้าพระองค์เข้าด้วยกัน
ในครรภ์มารดาของข้าพระองค์
ข้าพระองค์โมทนาพระคุณพระองค์
เพราะพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์
แปลกประหลาดอย่างน่ากลัว

พระราชกิจของพระองค์อัศจรรย์
พระองค์ทรงทราบข้าพระองค์ดี

เมื่อข้าพระองค์ถูกสร้างอยู่ในที่ลับลี้
ประดิษฐ์ขึ้นมาภายในที่ลึกแห่งโลก

โครงร่างของข้าพระองค์ไม่ปิดบังไว้จากพระองค์
พระเนตรของพระองค์ทรงเห็นส่วนประกอบ
ของข้าพระองค์
วันทั้งหลายทุกๆ วันที่กำหนดให้ข้าพระองค์นั้น
ก็ทรงจารึกไว้ในพระตำรับของพระองค์

เมื่อครั้งยังไม่เกิดวันนั้นเลย
(สดุดี 139:13–16)

Final

เห็นมั้ยละว่า เราแต่ละคนถูกสร้างมาอย่างสวยงาม และนี่คือข้อเท็จจริงโดยไม่ต้องถ่ายเซลฟี่เพื่อล่าไลค์เลย ทำไมนะเหรอ? ก็เพราะผู้ที่สร้างเราขึ้นมานั้นมีสิทธิอำนาจเหนือทุกอย่างและพระองค์ทรงตรัสไว้เช่นนั้น แล้วพระเจ้าองค์นี้คือใคร? พระองค์เป็นพระเจ้าผู้สร้างโลก พระองค์ให้คุณค่าในความเป็นเราโดยไม่ได้ตัดสินเราแค่รูปร่างภายนอกเท่านั้น

อันที่จริง พระเจ้าได้ทรงพิสูจน์ว่าทรงรักและให้คุณค่าเราแค่ไหนด้วยการมาเป็นมนุษย์เพื่อให้เราได้เชื่อมต่อกับพระองค์ พระองค์มีชื่อว่า พระเยซูคริสต์ ลืมเรื่องไลค์ไปได้เลย จะมีอะไรวิเศษไปกว่าได้เป็นเพื่อนกับพระเจ้าผู้สร้างโลกนี้อีกละ!

แล้วเราควรมีท่าทีอย่างไรกับการถ่ายเซลฟี่? อันที่จริงมันเป็นเรื่องดีมากที่จะมีภาพประทับใจเก็บไว้ดู แต่หากเราเข้าใจว่าเราเป็นใครพระเจ้าสร้างเรามาเพื่ออะไรเราก็จะไม่ต้องมานั่งกังวลว่าคนอื่นจะคิดกับเราหรือรูปเซลฟี่ของเรายังไงจะไม่มีใครมาวัดคุณค่าเราได้อีกเพราะพระเยซูทรงกำหนดคุณค่าให้เราไว้อยู่แล้ว

หากคุณอยากค้นหามากขึ้นว่า พระเยซูทรงเห็นคุณค่าในตัวตนของคุณอย่างไร และมนุษย์อย่างเราจะเป็นเพื่อนกับพระองค์ได้อย่างไร? จะดีหรือไม่ที่คุณจะมองเห็นคุณค่าในตัวเองผ่านสายตาของพระองค์และรู้จักตัวตนเองที่แท้จริงของตัวเอง? ถ้าคุณอยากจะรู้สิ่งเหล่านี้ เราอยากจะขอให้คุณลองถามเพื่อนคริสเตียน หรือลองไปโบสถ์ใกล้ๆ บ้านของคุณดูเพื่อคุณจะได้ทำความเข้าใจและรู้จักพระเจ้าให้มากขึ้น

เขียนโดย Karen Kwek
แปลโดย จิ๊ก สิริวรรณ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *