จากความรู้… สู่ความเชื่อ

วันที่ 11-9-2015 • บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

How-My-Quest-For-Knowledge-Led-to-Faith

ตั้งแต่เด็ก  ฉันมักจะอยากรู้อยากเห็น และอยากหาคำตอบในทุกแง่มุมความหมายของชีวิต  ฉันและน้องสาวมักเดินไปรอบ ๆ บ้าน โดยมีหนังสือพจนานุกรมเล่มโตหนาปึ๊กในมือ แสร้งว่าเป็นผู้รอบรู้ที่สุดในโลก

ทำไมฉันถึงอยากมีความรู้น่ะเหรอ?

ข้อแรก ฉันสังเกตว่ามีสามสิ่งที่ทำให้คนเราจะรู้สึกดีกับตัวเอง นั่นคือ ความร่ำรวย การมีหน้าตาดี และการมีความรู้ และเพราะเหตุที่ฉันไม่มีความสามารถเชิงธุรกิจ อีกทั้งไม่พร้อมจะให้ใครเอามีดมาผ่าหน้าตัวเองเพื่อทำศัลยกรรม  ความรู้ จึงเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้ฉันรู้สึกดีกับตัวเองได้

ข้อสอง  ฉันรักความรู้ เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกราวกับควบคุมบางสิ่งได้ เมื่อมีปัญหากับคนบางคน ฉันจะหาหนังสืออ่านเรื่องการจัดการกับความสัมพันธ์ เมื่อพยายามเข้าใจความซับซ้อนของชีวิต ฉันจะศึกษาทฤษฎีต่างๆ  นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังสือประเภทพัฒนาตัวเองวิธีต่าง ๆ จึงขายดิบขายดีกันเทน้ำเทท่า  อาจเพราะเราคิดว่า การมีความรู้มากจะช่วยให้เรารับมือกับชีวิตได้ดีขึ้นตามไปด้วยละมั้ง

ข้อสุดท้าย ฉันรักความรู้ เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกเป็นคนสำคัญ และรู้สึกมั่นคง ฉันต้องการเป็นคนสำคัญเพราะฉันอยากเป็นที่รัก อยากให้คนอื่นเห็นคุณค่า อยากรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในโลกวุ่นวายที่ฉันอาศัยอยู่นี้

แต่ฉันไม่รู้เลยว่า การที่ฉันรักความรู้นี่แหละ กลับเป็นสิ่งนำพาให้ฉันได้มาเป็นคริสเตียน 

สมัยที่ฉันอายุประมาณ 10 ขวบ  ฉันได้อ่านหนังสือภาพพระคัมภีร์ในห้องสมุด ทำให้อยากอ่านเนื้อหาในพระคัมภีร์เล่มจริงเข้าให้ และเพราะภาพจำในหัวว่าพระคัมภีร์เป็นหนังสือเล่มหนาที่มีตัวอักษรขนาดเล็กอยู่มากมาย แต่ฉันดันไปอ่านหนังสือสารานุกรมแทนเพราะคิดว่ามันก็เป็นหนังสือเล่มหนาที่มีตัวอักษรเล็กอยู่มากมายเช่นกัน  แต่ฉันก็ได้อ่านเรื่องราวในโลกที่ออกแบบอย่างมีระบบระเบียบแม่นยำ ซึ่งทำให้ฉันเชื่อว่าโลกนี้ต้องมีผู้สร้างแน่นอน

ในฐานะนักเขียน ฉันเชื่อว่าไม่มีหนังสือขายดีเล่มใดที่ถูกเขียนขึ้นเพราะเหตุบังเอิญ สมมติว่าเราให้ลิงพิมพ์บางอย่างบนคีย์บอร์ด มันอาจพิมพ์ตัวอักษรอะไรไปเรื่อย หรือบังเอิญตัวอักษรนั้นอาจอ่านได้เป็นคำ หรือบางที แค่บางทีเท่านั้นนะ มันอาจพิมพ์เป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้ซักหนึ่งประโยค  แต่เป็นไปไม่ได้แน่นอน ที่จะบังคับให้ลิงเรียงถ้อยคำออกมาปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องราวได้

ODB_020615แต่เมื่อมองดูสรรพสิ่งรอบตัวเราในโลก เราเห็นได้ว่ามันมีเรื่องราวที่ร้อยเรียงกันอย่างต่อเนื่อง เรื่องวัฏจักรของน้ำก็เรื่องหนึ่ง  ฤดูกาลต่าง ๆ ก็เรื่องหนึ่ง หรือแม้แต่เรื่องระบบการย่อยอาหารในร่างกายของเราก็อีกเรื่องหนึ่ง ตั้งแต่ภูมิศาสตร์จนถึงชีววิทยา ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ในระดับจุลภาคไปจนถึงระดับมหภาคเช่นดาราศาสตร์ เราเห็นการถูกออกแบบมาให้ทำงานอย่างเป็นระบบ และสิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ามีคนสร้างมันขึ้นมา

แน่นอน เรายังเห็นสิ่งที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นระบบระเบียบในโลกด้วย เช่น โรคมะเร็ง ซึ่งมีที่มาจากเซลล์กลุ่มหนึ่งในร่างกายที่ทำงานแปรปรวน  หรือภาวะโลกร้อน สาเหตุของความยุ่งเหยิงได้ถูกกล่าวไว้ในพระธรรมโรม 6:23  “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย”

ความหมายของคำว่า บาป (SIN) อาจสรุปได้ที่ตัวอักษรตรงกลาง ซึ่งก็คือ ฉัน (I) เมื่อมนุษย์มีแนวโน้มที่จะเอาตัวเองไปแทนที่พระเจ้า คือให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางทุกสิ่ง เมื่อนั้นปัญหาจึงเกิดขึ้น

ลองคิดดูสิว่าอะไรทำลายความสงบสุขในครอบครัว? ฉันคิดว่าไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่า ความเห็นแก่ตัว เมื่อใดก็ตามที่เด็กหรือผู้ใหญ่ในครอบครัวเริ่มเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของสมาชิกที่เหลือในครอบครัว บรรยากาศในครอบครัวจึงมักลงเอยที่การทะเลาะทุ่มเถียงกัน

ในฐานะเป็นผู้แสวงหาความรู้ ฉันพยายามศึกษาจากศาสนาอื่นว่า มีคำอธิบายถึงที่มาของโลกใบนี้ที่ฟังดูสมเหตุสมผลอีกหรือไม่ จนฉันพบว่า ศาสนาคริสต์เป็นที่เดียวที่อธิบายเรื่องของ ‘ชีวิต’ ได้รอบด้านที่สุด  ตัวอย่างคำถามโลกแตก เช่น  ฉันเป็นใคร, ฉันเกิดมาทำไม, ทำไมโลกนี้จึงวุ่นวายยุ่งเหยิง, มีทางออกหรือไม่, ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร

ฉันจึงมาถึงจุดที่ตระหนักว่า ‘ความรู้ไม่ใช่คำตอบ‘ และเมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่ฉันรับรู้รวมทั้งความเป็นเหตุเป็นผล ฉันจึงยอมรับความเชื่อของคริสเตียนเรื่องการมีพระเจ้าอยู่จริง  แต่ในแง่ของความรู้สึก ยังเป็นเรื่องยากสำหรับฉันที่จะพูดออกมาว่า “ฉันเชื่อ และฉันขอต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิต”

ก็แหม… ชีวิตของฉันกำลังไปได้ด้วยดี ฉันมีครอบครัวที่ดี การเรียนของฉันก็กำลังก้าวหน้า ฉันไม่รู้สึกเลยว่าฉันต้องการพระเจ้า มิหนำซ้ำคริสเตียนที่ฉันรู้จักก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่นสักเท่าไหร่ หรืออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ จนมาวันหนึ่ง ฉันจึงอธิษฐานบอกพระเจ้าว่า “พระเจ้า ถ้าพระองค์มีจริง ได้โปรดสำแดงให้ฉันเห็นหน่อยได้ไหม”

แล้วพระเจ้าก็ทรงตอบฉัน

มีคนมาเล่าเรื่องข่าวประเสริฐให้ฉันฟัง ‘อีกครั้ง’ เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้ แต่ครั้งนี้มีบางสิ่งเกิดขึ้น ความจริงเรื่องพระเจ้าที่ฉันเคยรับเป็นความรู้ในสมองได้เข้าไปสู่ภายในจิตใจ ทันใดนั้นฉันกลับพึ่งเข้าใจจริง ๆ ว่า ความบาปน่ากลัวเพียงใด ฉันเข้าใจจริง ๆ ว่า การทรงสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนกางเขนไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์  พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อฉัน ไม่ใช่เพียงเพื่อโลก และพระองค์ทรงรักฉันมากด้วย

ในวันนั้น ฉันได้ต้อนรับพระองค์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระเจ้าของฉัน

พระเยซูทรงเป็นผู้เดียวที่เติมเต็มความกระหายฝ่ายวิญญาณของฉันและของคุณได้ ไม่ว่าความกระหายนั้นคือการอยากเป็นคนที่มีคุณค่า หรือความกระหายที่อยากรู้สึกมั่นคงในจิตใจก็ตาม

ผู้เขียน Chia Poh Fang
ผู้แปล พี่ตุ๊ก ภัชรีย์
เรียบเรียง จิ๊ก สิริวรรณ

 

Tags: ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง