ยักษ์ที่ชื่อว่าความท้อแท้

วันที่ 4-3-2015 • บทความ • admin • 1 ความคิดเห็น »

ยักษ์ที่ชื่อว่าความท้อแท้

The-Giant-Called-Dismay

ในบางครั้งที่ทำงานก็ไม่ต่างไปจากสนามรบ สำหรับบางคนแล้ว อาจต้องเจอกับงานที่ยุ่งและรีบเร่งทุกๆ วัน และสำหรับบางคนต้องทำงานแข่งกับเวลา ใช้เล่ห์เหลี่ยมเฉือนคมกันระหว่างคนในที่ทำงาน และบางครั้งอาจถึงกระทั่งหักหลังกันเลยทีเดียว

การทำงานในองค์กรคริสเตียนก็ไม่ได้ช่วยให้ฉันรอดพ้นไปจากการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ ‘คน’ ที่มีอยู่เป็นระยะๆ อย่างเช่น ความผิดพลาด ความบกพร่อง หรือความเข้าใจผิดในการสื่อสารเท่าไหร่ ทิโมธี เคลเลอร์ นักเทศน์และนักเขียนได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “เพราะมนุษย์นั้นยุ่งเหยิง ความสัมพันธ์จึงยุ่งเหยิงตามไปด้วย” ดังนั้น ไม่ว่าเราจะทำงานที่ใด เราก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงไปจากยักษ์ที่มีชื่อว่า ความท้อแท้ ไปได้

แต่สำหรับพวกเรา ที่ทำงานในองค์กรคริสเตียน หรือรับใช้ในคริสตจักร สิ่งสำคัญที่เราต้องระลึกอยู่เสมอก็คือ พวกเราเป็นทหารที่อาศัยอยู่ในค่ายเดียวกัน เรากำลังต่อสู้เพื่อจิตวิญญาณและความจริง ไม่ใช่เพื่อเกียรติยศส่วนตัว ศัตรูของเราไม่ใช่พวกเราด้วยกันเอง แต่เป็นซาตาน ผู้ซึ่งคอยหาโอกาสในการทำลายการงานของเราทีละเล็กทีละน้อยด้วยการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น

ในเฉลยธรรมบัญญัติ 20:5-8 เป็นพระธรรมตอนหนึ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวกับข้อตกลงแห่งการเข้าสู่สงคราม แม้ว่าเราคงไม่ได้นำวิธีเหล่านี้มาใช้กันในปัจจุบันแล้ว แต่เราก็สามารถนำหลักการมาประยุกต์ใช้ได้

ประการแรก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องหมายความถึงขนาด “All for One, One for All” ซึ่งอาจแปลเป็นไทยว่า “หนึ่งเดียวรวมใจ รวมใจเป็นหนึ่งเดียว” เราไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้ทุก ๆ คนทำงานหนักเท่าๆ กัน หรือไปรบอยู่ในแนวหน้าเหมือนกันทุกคน ใครที่ “สร้างบ้านใหม่ และยังไม่ได้ทำพิธีถวายบ้านนั้น” ให้ผู้นั้นกลับไปบ้านของตน (ฉธบ.20:5) ใครที่ “ปลูกสวนองุ่นและยังไม่ได้รับประทานผลจากสวนองุ่นนั้น” ให้ผู้นั้นกลับไปบ้านของตน (ฉธบ.20:6) หน้าที่รับผิดชอบในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นว่ามีความสำคัญเช่นกัน

เราสามารถนำเรื่องนี้มาปรับใช้ในยุคสมัยของเราได้อย่างไร บางทีอาจหมายถึงการปรับเปลี่ยนความคาดหวังของเรา จากเพื่อนร่วมงานในที่ทำงาน หรือคริสตจักร หรือการเต็มใจรับฟังและเห็นอกเห็นใจกัน บางทีอาจหมายถึงการทำความเข้าใจปัญหาต่างๆ ที่เพื่อนร่วมงานของเรากำลังเผชิญอยู่นอกเหนือจากเรื่องงาน มีสิ่งใดที่รบกวนจิตใจเขาหรือเธอไหม มีเรื่องอื่นที่เขาหรือเธอต้องจัดการ ซึ่งมีความสำคัญพอๆ กับการทำพันธกิจขององค์กรให้สำเร็จหรือเปล่า นอกเหนือไปจากการทำความเข้าใจแล้ว เรายังจำเป็นต้องไวในการมองให้ออกอีกด้วย ว่าเมื่อไหร่ที่ควรให้เพื่อนร่วมงานในที่ทำงานหรือคริสตจักร ออกไปจัดการกับหน้าที่รับผิดชอบในครอบครัวของพวกเขา ในเวลาที่จะไม่กระทบกับงานไปด้วย

ประการที่สอง ทหารทำงานร่วมกันเป็นทีม เราไม่สามารถทำภารกิจต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ หากเราไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากใครสักคนไม่อยู่ในสภาพที่ปกติหรือดีที่สุด อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของทหารนายอื่นได้ ดังนั้น หาก “ใครที่กลัวและมีใจวิตก . . . ให้ผู้นั้นกลับไปบ้านของตนเสีย เกรงว่าใจของพี่น้องของเขา จะละลายไปเหมือนกับใจของเขา” (ฉธบ.20:8)

พระธรรมข้อนี้หมายความว่าอย่างไร พระธรรมข้อนี้แสดงให้เราเห็นว่าพระเจ้าทรงรับรู้ และเข้าใจถึงความอ่อนแอของมนุษย์อย่างถ่องแท้ ในบางครั้ง เราอาจจำเป็นต้องยินยอมให้ใครสักคนลดภาระงานลง หรือลงจากตำแหน่งด้วยความรู้สึกที่ดี หรือบางทีแม้แต่เราเอง ก็อาจจำเป็นต้องปลีกตัวออกมาสักพักเพื่อฟื้นฟูกำลังใจตัวเอง

การไม่ได้เข้าร่วม “สงคราม” พร้อมกับเพื่อนร่วมรบของเรา ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย เพราะการที่พระเจ้ายังทรงจัดเตรียมให้กับคนที่ไม่ได้ไปร่วมรบ แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าไม่จำเป็นต้องพึ่งกำลังของมนุษย์

ในการสู้รบกับยักษ์ที่มีชื่อว่าความท้อแท้นั้น อาวุธที่เราจะใช้รับมือก็คือ พระคำของพระเจ้า ซึ่งเป็นพระแสงแห่งความจริงที่จะช่วยเติมเต็มสติปัญญา ควบคุมอารมณ์และความคิด และเปลี่ยนแปลงท่าทีของเรา

เขียนโดย: Olivia Ow
แปลโดย: ธนบูรณ์ ธรรมศรี
เรียบเรียงโดย: สิริวรรณ ภูษิตประภา

Tags: , ,

One Response

  1. ToEy Tuptimtong ฉันจะอยู่ข้างแกเสมอไม่ว่าจะในการงาน หรือในชีวิตที่สุขและทุกข์พระเจ้าจะนำเราเมื่อเราโน้มตัวของเราลงให้กันและกันเพื่อเห็นแก่พระคริสต์ :)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง