เมื่อพระเจ้าทำให้ฉันฝันสลายถึงสองครั้ง

วันที่ 13-1-2015 • บทความ • admin • 2 ความคิดเห็น »

When-God-Crushed-my-Dreams-Not-Once-but-Twiceผมมาจากครอบครัวที่พ่อและญาติหลายคนรับราชการทหาร ผมจึงใฝ่ฝันอยากเป็นทหารตามแบบอย่างคนในครอบครัวบ้างเมื่อถึงเวลาที่ต้องเกณฑ์ทหาร (ประเทศของผม ผู้ชายที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อมทุกคนต้องถูกเกณฑ์ทหารรับใช้ชาติเป็นเวลา 2 ปี)

ผมไม่มีวันลืมวันทีไปเกณฑ์ทหารเลย ขณะที่คนอื่นๆรู้สึกเซ็งและหงุดหงิดที่ต้องสูญเสียอิสรภาพ แต่ผมกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผมรู้สึกได้ถึงการผจญภัยครั้งใหม่ของชีวิตและความฝันวัยเด็กถูกเติมเต็ม มิหนำซ้ำ ผมได้ถูกคัดเลือกให้อยู่ในหน่วยพิเศษเฉพาะสำหรับหัวกะทิเท่านั้นซึ่งมีคนไม่มากที่จะได้เข้าในหน่วยนี้ คืนแรกของการถูกเกณฑ์ทหาร ผมมองออกไปนอกหน้าต่างโรงนอน อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าเบาๆ “ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์สำหรับโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตแบบนี้ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ทำได้ดี และคุ้มครองข้าพระองค์ในช่วงฝึกด้วย อาเมน”

การฝึกขั้นพื้นฐานในช่วงสามเดือนแรกนั้นโหดแต่ผมก็ชอบมาก และเพราะการใช้เวลาฝึกซ้อมด้วยกัน ทำให้ผมสนิทกับเพื่อนในค่ายอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาดีๆที่ผมเจอในค่ายยังคงดำเนินต่อไป ผมได้รับคะแนนดีที่สุดของรุ่นในหมวดการฝึกศักยภาพร่างกาย เป็นความรู้สึกที่น่าภูมิใจและเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีมากอันหนึ่งในชีวิตผมเลยทีเดียว ผมขอบคุณพระเจ้าที่อวยพรผม ผมยิ่งมั่นใจว่านี่เป็นอาชีพที่พระเจ้าทรงนำ ช่วงที่สองของการฝึกซึ่งต้องฝึกกระโดดร่ม ผมยังได้รับการติดยศเป็นทหารพลร่มอีกด้วย

แต่แล้วทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปอย่างพริบตา วันนั้นเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง สภาพอากาศที่ค่ายทหารปรกติ เราได้รับคำสั่งให้ไปที่ฐานทัพอากาศเพื่อเริ่มการฝึกโดดร่มในภาคบ่าย ผมทำทุกขั้นตอนตามปรกติ ด้วยการซ้อมขั้นตอนและท่ากระโดดในขณะที่ออกไปฐานทัพ ผมกระโดดออกจากเครื่องบินด้วยความตื่นเต้น แต่ก่อนที่จะถึงพื้น กระแสลมเปลี่ยนทิศอย่างกะทันหัน เท้าผมเหยียบพลาด ทำให้ผมกระแทกลงพื้นอย่างแรงจนกระดูกที่เท้าแตก ทันใดนั้นเอง อนาคตที่พึ่งเริ่มขึ้นอย่างสดใสของผมก็ดับวูบในพริบดา การเดินตามฝันที่จะไต่เต้าในกองทัพจบลงทันที และการรักษาตัวอย่างยาวนานก็เริ่มต้นขึ้น ผมตกลงสู่สภาวะกดดันในชีวิต

ในช่วงนั้นเพื่อนสนิทผมก็พยายามหากิจกรรมอย่างอื่นให้ผมทำเพื่อจะได้ลืมเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นผมรู้สึกเสียศูนย์ ชีวิตไม่มีอะไรน่าค้นหาอีกต่อไป ผมได้แต่ถามพระเจ้าว่าทำไมพระองค์ให้ผมได้เข้าไปอยู่ตรงนั้น เหมือนกับทรงยื่นมือมอบของขวัญมาให้แต่ก็เอากลับคืนไป ผมรู้สึกเหมือนพระเจ้ามาล้อผมเล่น (แต่มันไม่ขำสักเท่าไหร่) เพื่อนคนนั้นเสนอไอเดียให้ผมลองสอนหนังสือดู ผมรู้สึกมันเป็นไอเดียที่ไม่เข้าท่า เพราะสมัยเรียนผมเป็นนักเรียนที่เกรียนมาก และไม่อยากคิดถึงตอนที่ตัวเองจะโดนเอาคืนบ้างถ้าไปเป็นครู

เวลาผ่านไปหลายเดือนจนผมเริ่มรู้สึกไม่อยากอยู่เฉยๆแล้ว ผมไม่อยากปล่อยให้เวลาผ่านไปวันๆ สุดท้ายผมเลยลองไปสมัครเป็นครูดู ผมสมัครงานเป็นครูผู้ช่วยที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง และได้งานสอนเป็นเวลา 1 ปี (เป็นตำแหน่งที่ช่วยสอนเวลาที่มีครูประจำวิชาต้องลาคลอด) ผมไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นกับงานนี้เท่าไหร่ แต่ก็บอกตัวเองให้มองโลกแง่ดีและเปิดใจให้กว้างเพื่อจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

สองเดือนแรกของการสอน ผมกลับตกหลุมรักการสอนหนังสือและนักเรียนในชั้น การสอนและการได้พูดคุยกับนักเรียนได้ช่วยให้ผมก้าวข้ามสภาวะแห่งความกดดันในชีวิตไปได้ ผมรู้สึกชีวิตกลับมามีเป้าหมายและทิศทางอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่พักฟื้นจากอาการบาดเจ็บและสุขภาพกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ทางโรงเรียนได้ขอให้ผมเป็นครูสอนพละ และลงเรียนปริญญาโท สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาทางไปรษณีย์ไปด้วยเพื่อผมจะได้เรียนและทำงานไปด้วย ผมจึงตั้งเป้าหมายอีกครั้ง คือเรียนให้จบป.โทเพื่อจะได้บรรจุเป็นครูจากกระทรวงศึกษาธิการ ผมบอกตัวเองว่า นี่คงเป็นสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้ผม ผมอธิษฐานขอการทรงนำจากพระเจ้าและขอโอกาสให้ผมได้สร้างความสัมพันธ์ดีๆกับนักเรียนและเพื่อนครูที่โรงเรียน เหตุการณ์ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นเป็นเวลา 4 ปี และผมมีความสุขกับสิ่งที่ผมทำ ทั้งเพื่อนๆและคนในครอบครัวต่างก็ให้ความมั่นใจการตัดสินใจของผมในครั้งนั้นและชื่นชมความมุ่งมั่นของผม

หลังจากเรียนจบปริญญาโทด้านกีฬาแล้ว ผมก็เข้ารับการอบรมเพื่อบรรจุเป็นครู แต่ผมกลับไม่ผ่านการบรรจุจากกระทรวงศึกษาฯ นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่มืดมนอีกครั้งในชีวิตของผม ผมไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกสิ้นหวังและความคับข้องใจออกมาเป็นคำพูดยังไงหลังจากรู้สึกว่าตัวเองใกล้จะไปถึงจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของชีวิตแล้ว ผมรู้สึกว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรมกับผม พระองค์ไม่ได้ปิดประตูใส่หน้าผมแค่ครั้งเดียว แต่ถึงสองครั้ง และนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมมั่นใจในช่วงเวลาที่ผ่านมากลับสูญเปล่า

หลายปีผ่านไปหลังจากวันนั้น ผมหวังว่าผมจะบอกได้ว่าพระเจ้าทรงประทานความฝันอีกอันหนึ่งที่เคยฝันไว้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป เพราะผมได้เรียนรู้แล้วว่าพระเจ้าทรงมีแผนการณ์อย่างอื่นให้กับชีวิตของผม เหตุการณ์ทั้งสองอย่างนี้ทำให้ผมถ่อมใจและช่วยให้ผมเห็นว่า หนทางของพระเจ้าก็สูงกว่าทางของผมเอง (อิสยาห์ 55:8-9) ทั้งๆที่ผมพึ่งสมองและสองมือของตัวเองในการวางแผน แต่พระเจ้าทรงสำแดงให้ผมเห็นว่า ในที่สุดแล้วพระองค์ต่างหากที่ทรงเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง และผมไม่สามารถทำอะไรได้โดยปราศจากพระองค์

ถ้าคุณรู้ว่าตอนนี้ผมทำงานอะไร อาจจะดูไม่ค่อยเหมาะกับผมเท่าไหร่ ผมเองก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งในสิ่งที่ผมทำอยู่เหมือนกับงานที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ แต่นี่เป็นงานที่ผมต้องการเพื่อให้ตัวเองระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าที่เพียงพอสำหรับผมเสมอ แม้ในเวลาที่ไม่แน่นอนและอับจนหนทาง ความอ่อนแอของผมทำให้กำลังของพระเจ้าชัดเจนยิ่งขึ้น เหมือนกับที่เปาโลพูดใน 2 โครินธ์ 12:10 “เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น”

2 Responses

  1. ่jaruda

    ชั้นเคยมีประสบการณ์แบบคุณ สู้ๆนะคะ มันจะเจ็บปวดและสิ้นหวังมาก แต่พระเจ้าก็ยังรักเราเสมอไม่เปลี่ยนแปลง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *