คำสารภาพจากลูกชาย

วันที่ 4-12-2013 • New Feature, บทความ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

บทความพิเศษวันพ่อ

shattered

ถ้าคุณเป็นลูกคนจีนเหมือนผม คุณคงคุ้นเคยกับความรักแบบโหดๆ อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด ผมไม่ได้บอกว่าคนจีนทุกคนตีลูก แต่เป็นเรื่องจริงที่คนจีนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเรื่องการลงโทษในครอบครัวด้วยการทำให้เจ็บตัว เรามีแม้กระทั่งสุภาษิตจีนที่แปลตรงตัวได้ว่า “ตีแปลว่าเสน่หา ดุด่าแปลว่ารัก”

ก่อนที่ผมจะเล่าต่อไป ผมขอบอกอย่างชัดเจนว่า ผมไม่ได้เห็นด้วยกับการลงวินัยด้วยการตีให้เจ็บ แต่ผมก็ไม่ได้คัดค้าน พูดกันตามตรงแล้ว ผมรู้สึกว่า การถูกตีทำให้ผมได้พัฒนาอะไรดีๆ หลายอย่าง ซึ่งอาจจะไม่เป็นเช่นนี้หากพ่อไม่ใช้วิธี “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็ได้สร้างบาดแผลทางใจให้กับผม (แม้บาดแผลทางกายจะหายไปนานแล้วก็ตาม) ซึ่งก็กลายเป็นปมปัญหาสำหรับผม ไปจนกระทั่งผมหาทางแก้ปมนั้นได้ในที่สุด

อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะบอกคือ ผมไม่ได้พยายามเรียกร้องความเห็นใจหรือแสดงความโกรธต่อพ่อ บทความนี้มุ่งหมายเพื่อจะบำบัดตัวผมเองมากกว่าเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ ถึงกระนั้น ผมก็ยังหวังว่าคุณจะได้ข้อคิดบางอย่างจากสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ และสุขสันต์วันพ่อล่วงหน้าครับ

ประสบการณ์อันน่าสุขใจครั้งหลังสุดระหว่างผมกับพ่อ เท่าที่ผมจำได้ คือ พ่ออุ้มให้กระโดดขึ้นลงบนตักของท่านที่ร้านอาหารตอนผมเป็นเด็ก นอกจากประสบการณ์ครั้งนั้นแล้ว ความสัมพันธ์ของเราตลอดหลายปีต่อมา เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นทางการ และส่วนมากเป็นความทุกข์ทรมานสำหรับผม (ผมเชื่อว่าพ่อก็เจ็บปวดเช่นกัน)

ว่ากันตามตรงแล้ว ผมก็ไม่ใช่เด็กดีเท่าไรนัก ญาติของผมบอกว่า ผมมีพฤติกรรมแย่ๆ แบบนี้ เพราะผมเกิดปีลิง และผมมีสองขวัญ ซึ่งคนโบราณเชื่อกันว่า ทั้งสองอย่างนี้บ่งบอกว่าเด็กคนนี้ดื้อ เกเรและซน

ด้วยเหตุนี้ จึงมีหลายคืนที่ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นหน้าเปรอะเปื้อนน้ำมูกอยู่เป็นเวลานาน เมื่อถูกให้นั่งคุกเข่าในความมืดบนชิ้นส่วนของเลโก้ พี่น้องของผมก็ประสบชะตากรรมอย่างเดียวกัน

เมื่อผมอายุ 12 มีบางอย่างเกิดขึ้นกับผมและผมก็ตอบโต้ ผมสู้สุดชีวิตเพื่อให้ได้ทำสิ่งที่ผมอยากทำ ผมจะไม่เล่าซ้ำว่าผมทำอะไรกับพ่อไปบ้าง เพราะผมยังรู้สึกละอายอยู่ แต่เมื่อเหตุการณ์นั้นสิ้นสุดลง พ่อนอนกุมหน้าอกหายใจหอบอยู่ที่พื้น ส่วนผมเองยิ้มเยาะใส่ท่าน

ครั้งนั้นเองที่ผมได้เห็นพลังของโทสะของตัวเอง โดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าแท้จริงแล้วความโกรธทำให้ผมอ่อนแอลง ผมเริ่มแผลงฤทธิ์กับพ่อแม่มากขึ้น ทั้งขู่ฆ่าและใช้มีดทำครัวขู่เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แม้ว่าผมได้รับเชื่อแล้ว (ผมไม่ใช่พวกที่ไปโบสถ์เป็นประจำเท่าไรนัก) ผมก็ยังไม่สามารถเลิกพฤติกรรมที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อแบบนั้นได้

หลายปีผ่านไป ความโกรธก็ยังครอบงำผม เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมระเบิดโทสะจนพ่อต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะหัวใจวาย แม้ตอนที่พ่อผมนอนอยู่บนเปลหาม ผมยังก่นด่าพ่อและแม่ และโทษพวกท่านไปหมดทุกอย่าง

เมื่อความพลุ่งพล่านลดลง ผมร้องไห้คร่ำครวญอธิษฐานเพียงลำพังในห้อง ขอให้พ่อหายป่วย ในช่วงเวลาที่เยือกเย็นนั้นเอง ผมตระหนักได้ว่า ผมต้องพึ่งการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

เพราะผมปฏิเสธไม่ใช้ยาในการรักษา ผมจึงไปพบกับผู้ให้คำปรึกษาที่เป็นคริสเตียน หลังจากที่ท่านได้ฟังเรื่องราวของผมแล้ว ท่านช่วยให้ผมเข้าใจรากของปัญหาของผม และบอกให้ผมหยุดใช้ความโกรธสื่อสารกับพ่อแม่ ให้ผมปลดปล่อยความขมขื่นที่ผมมีต่อพวกท่าน และให้ผมเลิกพยายามแก้ไขความสัมพันธ์ด้วยตัวเอง คำแนะนำที่มีค่าที่สุดที่ท่านให้มาคือ ให้ผมวางใจพระบิดาเบื้องบน พระบิดาผู้นี้ที่ไม่ว่าผมจะผิดพลาดหรือขาดความเชื่ออย่างไร พระองค์ไม่เคยทรงลืมผมเลย “ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ พระองค์ก็ยังคงซื่อสัตย์ เพราะพระองค์ปฏิเสธพระองค์เองไม่ได้” (2 ทธ.2:13 TNCV)

เวลาผ่านไปหลายเดือนหลังจากพ่อของผมออกจากโรงพยาบาล และเราก็ยังไม่ได้พูดกัน ไม่แม้แต่จะมองตากันด้วยซ้ำ ยิ่งวันพ่อใกล้เข้ามา ก็ยิ่งตึงเครียดและน่าอึดอัด ผมบอกไม่ได้ว่า อนาคตของพ่อกับผมจะเป็นอย่างไร แต่ผมรู้ว่าพระเจ้าจะทรงอยู่เคียงข้างผมตลอดเส้นทาง พระองค์ทรงสามารถเปลี่ยนผมและช่วยให้ผมทำสิ่งถูกต้องได้

เมื่อก่อนเราทั้งปวงเคยประพฤติเป็นพรรคพวกกับคนเหล่านั้น ที่ประพฤติตามตัณหาของเนื้อหนัง …แต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา เพราะเหตุความรักอันใหญ่หลวง ซึ่งพระองค์ทรงรักเรานั้น ถึงแม้ว่าเมื่อเราตายไปแล้วในการบาป พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ (ซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ) …เพื่อว่าในยุคต่อๆไป พระองค์จะได้ทรงสำแดงพระคุณของพระองค์อันอุดมเหลือล้น ในการซึ่งพระองค์ได้ทรงเมตตาเราในพระเยซูคริสต์ (อฟ.2:3-7)

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง