กลับบ้านกันเถอะครับ

วันที่ 24-7-2013 • บทความ, พ่อแม่ • admin • ไม่มีความคิดเห็น »

เขียนโดย โป๊งเหน่ง

 

“กลับบ้านบ้างนะ” … นี่เป็นประโยคที่ผมได้รับการเตือนเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนผมก็จะตอบห้วนๆ กลับไปว่า “ครับ” แล้วก็ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไป แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น อาจจะด้วยวุฒิภาวะที่มากขึ้น จึงมีความเข้าใจมากขึ้น หรืออาจเป็นเพราะคนที่เตือนผม เป็นหัวหน้าของผมเอง (แอบหัวเราะ) จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ผมถือว่านี่เป็นเวลาที่พระเจ้ากำลังเตือนผม ด้วยวิธีอันชาญฉลาดของพระองค์ที่ทำให้คนหัวแข็งอย่างผม ยอมและเชื่อฟังคำเตือนครั้งนี้

1316795_79851940

ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งในวัย 26 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยเริ่มต้นของการทำงาน และผมก็เชื่อว่า คนอื่นๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกันนี้ก็คงมีลักษณะนิสัยคล้ายๆ กันกับผม นั่นก็คือ เรารักอิสระ และโหยหาการผจญโลกกว้างมากกว่าสิ่งไหนๆ เราพยายามที่จะทำงานทุกอย่างที่เราอยากทำ ไปทุกๆ ที่ที่เราอยากไป ยิ่งไกล ยิ่งดี เพราะวรรคทองที่ปลุกใจคนในวัยนี้ได้ดีที่สุดก็คือ “การเดินทางทำให้เราเติบโต” จึงไม่แปลกที่เรามักจะหาโอกาสเดินทางออกจากที่ที่เราอยู่ ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเราพยายามที่จะพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน

 

อย่างตัวผมเองอยู่ที่เชียงใหม่ ส่วนครอบครัว พ่อเลี้ยง แม่ และญาติฝ่ายแม่ของผมก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน แต่ผมชอบทำตัวเหมือนเราอยู่ไกลกัน ระยะทางจากบ้านของผมถึงออฟฟิศ ห่างกันประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าไม่ไกลเลยในเชียงใหม่ แต่ผมเลือกที่จะออกมาเช่าหออยู่คนเดียว ใกล้ๆ กับ ออฟฟิศ เพราะอิสระกว่ามาก อยากกลับบ้านกี่โมงก็ได้ อยากไปค้างบ้านเพื่อนที่ไหนก็ได้ หรืออยากโต้รุ่งที่ออฟฟิศก็ยังได้ และเนื่องจากผมเป็นคนที่ยืดหยุ่นมาก ถ้าผมว่างและมีคนมาชวนผมไปเที่ยวไกลๆ ในวันนั้น ผมจะไม่ปฏิเสธเลย และพร้อมที่จะแพ็คกระเป๋า และออกเดินทางทุกเวลา ด้วยบุคลิกแบบนี้เอง ทำให้ผมกลับบ้านแค่นานๆ ครั้ง ความถี่ที่ผมกลับบ้าน พอๆ กับเพื่อนที่กรุงเทพฯ กลับมาเยี่ยมบ้านเลยทีเดียว คนแถวบ้านผม เวลาเจอผมที่บ้านมักจะทักว่า “กลับมาแล้วเหรอ แล้วคราวนี้จะอยู่กี่วัน” ชีวิตของผมอิสระ ประมาณนี้ล่ะครับ

 

แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ในวัยอิสระนี้เอง พระเจ้ากลับบอกผมว่า “กลับบ้านบ้างนะ” ซึ่งในถ้อยคำที่พระองค์ตรัสผ่านหัวหน้าของผมนั้น ไม่ใช่ประโยคเชิงแนะนำ แต่เป็นถ้อยคำที่จริงจัง เป็นคำสั่งที่ผมควรจะเชื่อฟัง และทำตามเลยทีเดียว จนทำให้ผมต้องกลับมาคิดว่า ทำไม?

ในความจำกัดที่เป็นมนุษย์ของเรา เราเข้าใจพระเจ้าไม่ได้ทุกเรื่อง และในภาวะที่เราไม่เข้าใจนี้เอง เราเลือกที่จะทำอะไร เราจะปล่อยไปเฉยๆ หรือเราจะเชื่อฟังพระเจ้า และทำตาม

และแน่นอนว่าการจะหาคำตอบจากคำถามนี้ได้ มีทางเดียวครับ คือ ผมต้องกลับบ้าน ผมจึงจัดเวลากลับบ้านทันที และระหว่างขับรถกลับบ้านนั้นเอง ผมก็คิดไปด้วยว่า พระเจ้าต้องสำแดงการอัศจรรย์อะไรบางอย่างให้ผมเห็นแน่ๆ แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกอย่างเป็นไปตามปกติครับ ปกติมากๆ คนอื่นในบ้านอาจจะแปลกใจนิดหน่อยที่ผมกลับบ้านโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า แต่โดยรวมแล้วทุกอย่างปกติ ผมชักเริ่มไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมา ผมคิดไปเองหรือเปล่า ระหว่างที่รำพึงอยู่นั้น ผมก็เดินไปทำสิ่งที่คุ้นชินเมื่อกลับถึงบ้าน นั่นก็คือเปิดเราท์เตอร์อินเตอร์เน็ต แต่กลับพบว่า อินเตอร์เน็ตถูกตัด!!

 

โอ้ ไม่นะ อะไรกันเนี่ย แล้วอย่างนี้จะเหลืออะไรให้ทำละเนี่ย สิ่งแรกที่ผมคิดขึ้นมาตอนนั้นคือ “พระเจ้าช่างใจร้าย หลอกผมกลับบ้าน แถมยังตัดอินเตอร์เน็ตที่เป็นเหมือนอวัยวะที่ 33 ของผมออกอีก” แต่เมื่อเวลาผ่านไป สักครู่ผมก็ตั้งสติได้ และเลิกโวยวาย แล้วทำใจได้ว่า ควรจะหาอะไรทำดีกว่า ผมเลยออกไปช่วยแม่ทำสวน ปลูกต้นไม้ จัดบ้าน เช็คโหลของดอง แพ็คมะม่วงกวน และอื่นๆ อีกเยอะมาก ผมเริ่มระลึกได้ว่า นี่แม่ผมทำงานเยอะขนาดนี้เลยเหรอ วันๆ หนึ่ง ผู้หญิงคนนี้ทำงานเสร็จไปหลายอย่างมาก ทำไมผมไม่เคยเห็นความขยันของเธอมาก่อน ทำไมผมตาถั่วอย่างนี้ แล้วในเย็นวันนั้นเอง เราก็มีโอกาสได้ทานข้าวพร้อมหน้ากันในรอบหลายเดือน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นความสุขอย่างมาก จู่ๆ ผมก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก และในเวลานั้นเองที่พระเจ้าสอนผมว่า การอยู่ด้วยกัน กับการใช้เวลาด้วยกัน มันแตกต่างกัน

 

ผมเองและอีกหลายๆ คน ก็คงอยู่กับพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กๆ ถ้าในครอบครัวที่มีโอกาสดีหน่อย พ่อแม่ก็ใช้เวลากับลูกๆ แต่เนื่องจากครอบครัวผมกำพร้าพ่อ แม่เลยยุ่งมาก ไม่มีเวลาเลี้ยงผมกับพี่สาว เราต้องเรียนรู้ที่จะเอนเตอร์เทนตัวเอง และอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง จนเมื่อผมโตขึ้นมา ผมเองก็คิดว่า ผมสนิทกับแม่และอยู่กับแม่มานาน ผมคิดว่าผมรู้จักแม่ดี แต่ในวันนี้เองพระเจ้าทำให้ผมเห็นว่า ผมอยู่กับแม่มานานก็จริง แต่ผมยังใช้เวลากับแม่น้อยไป เมื่อผมรู้อย่างนี้ ผมจึงรู้สึกขอบคุณพระเจ้ามากๆ ที่พระองค์ทรงเปิดเผยเรื่องนี้ให้กับผมตอนอายุ 26 ปีเท่านั้น ผมขอบคุณพระเจ้าที่วันนี้ยังไม่สาย ผมขอบคุณพระเจ้าที่ผมยังไม่ต้องเหมือนใครหลายๆ คน ที่ร้องไห้ฟูมฟายกับการจากไปของพ่อแม่ และพบว่าตัวเองยังไม่ได้ใช้เวลากับคนที่รักเลย ผมขอบคุณพระเจ้าจริงๆ

 

หลายๆ ครั้ง ผมต้องยอมรับว่าผมไม่เข้าใจสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ เรื่องบางเรื่องก็ยากที่เราจะเข้าใจ และเราต้องยอมรับว่า ในความจำกัดที่เป็นมนุษย์ของเรา เราเข้าใจพระเจ้าไม่ได้ทุกเรื่อง นอกจากเรื่องที่พระองค์จะทรงเปิดเผยให้กับเราเป็นพิเศษ ซึ่งผมเรียกสิ่งนั้นว่า “พระคุณ” และในภาวะที่เราไม่เข้าใจนี้เอง เราเลือกที่จะทำอะไร เราจะปล่อยไปเฉยๆ หรือเราจะเชื่อฟังพระเจ้า และทำตาม

 

ผมอยากหนุนใจและท้าทายคนรุ่นราวคราวเดียวกัน หากในวันนี้พระเจ้าตรัสกับเราว่า “กลับบ้านเถอะ” อยากให้เราลองเชื่อและทำตาม เชื่อเถอะครับว่า พระเจ้าจะทรงประทานสันติสุขที่เกินความเข้าใจให้กับเรา และพระองค์จะให้เราเห็นพระพรของพระองค์ผ่านคนใกล้ชิดในครอบครัวของเรามากมายทีเดียว

 

“จงฟังบิดาของเจ้าผู้ให้กำเนิดเจ้า และอย่าดูหมิ่นมารดาของเจ้าเมื่อนางแก่ …
จงให้บิดามารดาของเจ้ายินดี จงให้ผู้ที่คลอดเจ้าเปรมปรีดิ์”
สุภาษิต 23:22,25

 

Tags: , ,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง