ไททานิค 3D

วันที่ 23-4-2012 • ข้อคิดจากหนัง • nitiwat • 2 ความคิดเห็น »

โดย นิธิวัทน์ โพธิ์ทอง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง Titanic อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ Titanic ถูกนำกลับมาฉายใหม่ในในรูปแบบของภาพยนตร์ดิจิตอล 3 มิติ ที่ตื่นเต้นตระการตามากกว่าเดิม!

 

สาเหตุหนึ่งที่ผู้กำกับชื่อดัง เจมส์ คาเมรอน ได้ตัดสินใจนำ Titanic กลับมาฉายใหม่อีกครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรือไททานิค ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ จะครบรอบ 100 ปี ในวันที่ 15 เมษายน ปี 2012 นี้

 

แม้ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น จะผ่านมาเกือบ 100 ปีแล้วก็ตาม แต่เรื่องราวความรัก-ความผูกพันของแจ็คกับโรสนั้น ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้ชมนับล้านคนทั่วโลก และผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

เหตุผลที่ผมตัดสินใจเข้าไปดู Titanic ในโรงภาพยนตร์อีกครั้ง เป็นเพราะได้รับคำบอกเล่าจากผู้เชี่ยวชาญบางท่านว่า ไททานิค 3 มิติคราวนี้ไม่ธรรมดา เรือนี่ลอยออกมาเป็นลำเลย! โดยส่วนตัวแม้ว่าจะรู้สึกขยาดกับภาพยนตร์ 3 มิติอยู่พอสมควร เพราะทุกครั้งที่ดูก็จะรู้สึกเวียนหัวจนตาลายไปหมด แต่คราวนี้ ด้วยแรงยุยงส่งเสริมจึงตัดสินใจที่จะเสี่ยงดูอีกซักครั้ง

 

แล้วก็เป็นไปตามคาด รู้สึกเวียนหัวตั้งแต่หนังเริ่มฉาย แถมเรือที่บอกว่าลอยออกมาเป็นลำนั้น ผมดูแล้วยังไงก็ไม่ต่างจากของเดิมซักเท่าไหร่ จะต่างกันก็ตรงที่ราคาค่าตั๋ว แพงกว่าเดิมถึงสองเท่า! แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่รู้สึกเสียดายเงินเลยแม้แต่น้อย

 

เพราะบทภาพยนตร์ของ Titanic มีทั้งฉากที่เข้มข้น เสียดสี ประชดประชันจนน่าขยะแขยง ไปจนถึงฉากรักสุดโรแมนติก และฉากแอ็คชั่นที่ทำให้หัวใจของผู้ชมแทบหยุดเต้น

 

A still from the original 1997 James Cameron blockbuster Photo: Twentieth Century Fox

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ผมได้เห็นมุมมองที่หลากหลายของชีวิตมนุษย์ ได้เห็นคนที่ไม่รู้ตัวว่าความตายกำลังจะมาเยือน และเห็นคนที่เผชิญหน้ากับความตายอย่างกล้าหาญ เห็นคนที่หยิ่งผยองจนไม่ฟังคำเตือนของใคร เป็นเหตุให้เรือต้องอัปปางลง ได้เห็นคนที่วิ่งหนีสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอด และคนที่ยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อให้คนอื่นรอด ได้เห็นอำนาจของเงินตราที่เป็นตัวกำหนดคุณค่าของคน และอำนาจของความรักที่เป็นตัวกำหนดเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่ ได้เห็นภาพลางๆของสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อวันสุดท้ายของโลกนี้มาถึง คือเมื่อวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา

 

วันนี้คุณให้คุณค่ากับสิ่งใดในชีวิต? เงินทอง ความร่ำรวย ชื่อเสียง เกียรติยศ ตำแหน่งสูง อำนาจ ความพึงพอใจทางเพศ ความสะดวกสบาย รูปร่างหน้าตา ศิลปินดารา ความสนุกสนาน ชีวิตอิสระ หรือ พระเจ้าผู้ประทานชีวิตและลมหายใจให้กับคุณ? พระธรรมโยบ 12:10 กล่าวว่า “ชีวิตของสิ่งที่มีชีวิตทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ทั้งลมหายใจของมนุษย์ทั้งปวง”

 

ไม่ช้าก็เร็ว เราทุกคนต้องจากโลกนี้ไป พระคัมภีร์บอกว่าชีวิตและลมหายใจของเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า แล้ววันนี้เราจะดำเนินชีวิตอย่างไร รักโลก รักตัวเอง หรือ รักพระเจ้า เพราะเมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง ทุกสิ่งบนโลกนี้จะไม่มีความหมายใดๆ อีกต่อไป

 

ให้เราระลึกถึงคำของโยบที่กล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้ามาจากครรภ์มารดาของข้าพเจ้าตัวเปล่า และข้าพเจ้าจะกลับไปตัวเปล่า พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า” (โยบ 1:21)

 

พระเจ้าทรงให้เราเกิดมาตัวเปล่า เพื่อจะให้เราพึ่งพิงพระองค์ตลอดชีวิตของเรา และพระเจ้าทรงให้เรากลับไปตัวเปล่า เพราะพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้กับเราแล้ว

 

พระเจ้าทรงเป็นผู้เริ่มต้น และทรงกำหนดปลายทางไว้แล้ว

 

Tags: , ,

2 Responses

  1. tt

    ขอบคุณพระเจ้า สำหรับข้อคิดนะคะ หนุนใจตัวเองมากเลยค่ะ เราจะกำหนดชีวิตเราอย่างไรต่อไปจากนี้ เป็นเรื่องสำคัญมากเลยค่ะ ขอพระเจ้าเปิดตาให้เราเห็น และเป็นอย่างที่พระองค์ทรงอยากให้เราเป็น

  2. thitirat

    เป็นเหตุการณ์ที่เตือนสติเราได้เสมอ

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

บทความที่เกี่ยวข้อง