คริสเตียนกับการเลือกตั้ง # 1

วันที่ 27-6-2011 • บทความ • admin • 3 ความคิดเห็น »

โดย jicktui

หลายวันก่อนฉันได้พูดคุยกับเพื่อนเรื่องการเลือกตั้ง แน่นอน คำพูดยอดฮิตที่มักจะได้ยินกันคือ “เบื่อการเมือง” คำพูดนั้นทำให้ฉันคิดอยู่ 2 อย่าง

  1. ในฐานะพลเมือง เราตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของเราไหม?
  2. ในฐานะคริสเตียน เราจะรับผิดชอบต่อประเทศนี้อย่างไร?

หากพูดถึงการตระหนักถึงสิทธิที่เรามี ในพระคัมภีร์เราคงคิดถึง เอซาวและยาโคบ ในปฐมกาล 25:30-34

เอซาวพูดกับยาโคบว่า “ขอให้ข้ากินของแดงนั้น ของแดงนั้นน่ะ เพราะเราหิวจัด” … ยาโคบว่า “ขายสิทธิบุตรหัวปีของพี่ให้ฉันก่อนซี” เอซาวว่า “ดูซิ ข้ากำลังจะตายอยู่แล้ว สิทธิบุตรหัวปีจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ข้า” ยาโคบว่า “สาบานให้ฉันก่อน” เอซาวจึงสาบานให้ และขายสิทธิบุตรหัวปีของตนแก่ยาโคบ ยาโคบจึงให้ขนมปังและถั่วแดงต้มแก่เอซาว เขาก็กินและดื่ม แล้วลุกไป ดังนี้เอซาวก็ดูหมิ่นสิทธิบุตรหัวปีของตน

เรารู้เรื่องราวที่เอซาวขายสิทธิบุตรหัวปีของตัวเองให้ยาโคบเพราะความหิว ฟังดูเหมือนเอซาวไม่ค่อยฉลาด นั่นเพราะเอซาวไม่เห็นความสำคัญของสิทธิบุตรหัวปี เขาจึงขายมันไป ซึ่งสิทธินั้นทำให้ยาโคบได้เป็นต้นตระกูลของอิสราเอล และเป็นที่จดจำไปชั่วลูกชั่วหลาน

 

เช่นเดียวกัน คนที่ไม่เห็นถึงความสำคัญของสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งของตัวเอง ย่อมขายสิทธิ์นั้นไปอย่างง่ายดาย การ “ซื้อสิทธิ์-ขายเสียง” จึงมีให้เห็นจนทุกวันนี้  บางคนอาจเห็นว่าสิทธิที่ตัวเองมีไม่สามารถส่งผลอะไรได้ จึง “นอนหลับทับสิทธิ์” บางคนก็มีเหตุผลว่าการเมืองน่าเบื่อวุ่นวาย ไม่อยากเกี่ยวข้องด้วย ก็เก็บตัวอยู่กับบ้าน

 

คำถามคือ แล้วคริสเตียน ผู้ซึ่งได้รับพระมหาบัญชาให้ออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของพระเยซู เป็นผู้คว่ำโลก จะเปลี่ยนประเทศนี้ได้อย่างไร หากเราไม่ตระหนักถึงสิทธิที่เรามี และหน้าที่ที่มากไปกว่าการเป็นพลเมือง คือการเป็นผู้นำ นำคนไทยมาถึงซึ่งความรอด

 

สิทธิ มาพร้อมหน้าที่ เมื่อมีหน้าที่ จึงเกิดความรับผิดชอบตามมา

 

ฉันอยากบอกเพื่อนคนนั้นว่า การเมืองไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่เป็นเรื่องที่เราควรสนใจอย่างยิ่ง ยิ่งในฐานะคริสเตียนด้วยแล้ว ถือเป็นสิทธิพิเศษ เป็นความรับผิดชอบที่พระเจ้าให้เรามาต่อบ้านเมืองนี้ ที่จะให้เราเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลง

 

ถ้าแม้กระทั่งคริสเตียนไทยไม่เห็นความสำคัญของสิทธิและหน้าที่พื้นฐานในการเป็นพลเมือง เราก็คงไม่ได้ฉลาดมากไปกว่าเอซาว จนเมื่อเวลาผ่านไปจึงได้รู้ว่า “สายไปเสียแล้ว”

 

Tags: , , ,

3 Responses

  1. ..เราทุกคนควรเป็นแบบอย่างที่ดีทางคำพูด การกระทำ ความรัก ความเชื่อ และความบริสุทธิ์
    นั่นเป็นวิธีที่เราจะเป็นพยานเพื่อพระคริสต์ได้.. 1ทธ.4:12

    “ความเชื่อที่สำแดงออกผ่านการดำเินินชีิวิต มีอิทธิพลต่อทุกชีิวิตที่แวดล้อมคุณอยู่”

  2. TT

    เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะ อย่าให้เกิดคำว่า สายไปเสียแล้ว เลยนะคะ

    • เห็นด้วยที่ชีวิตการรับใช้ของเราจะต้องชัดเจนในการพูด การแสดงออกด้วยความรัก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง